Sunday, August 28, 2011

เทคนิควิธีปลูก สับปะรด



สับปะรดเป็นพืชที่มีความสำคัญในอุตสาหกรรมเกษตร นอกจากจะนิยมบริโภคสดแล้ว ยังสามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลายชนิด เช่น สับปะรดกระป๋อง น้ำสับปะรด สับปะรดแช่แข็ง สับปะรดกวน สับปะรดอบแห้ง และอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมสับปะรดกระป๋อง เปลือกใช้เป็นอาหารสัตว์ ใบใช้ทำเส้นใยและกระดาษ
ปัญหาของพืช ข้อจำกัด และโอกาส
• ผลผลิตต่อไร่ต่ำ
• ต้นทุนการผลิตสูง
• การกระจายตัวของผลผลิตไม่สม่ำเสมอ ทำให้ราคาผลผลิตไม่มีเสถียรภาพ โดยผลผลิตออกสู่ตลาดมากใน 2 ช่วงฤดู คือ ช่วงเดือนเมษายน - มิถุนายน และเดือนพฤศจิกายน - มกราคม
• คุณภาพผลผลิตบางส่วนไม่ได้มาตรฐานของโรงงาน เช่น การตกค้างของสารไนเตรทเกินระดับมาตรฐาน (25 ppm) ผลแกน และอาการไส้สีน้ำตาล
• พันธุ์ปลูก มีการพัฒนาพันธุ์น้อยมาก มีการเสื่อมคุณลักษณะอันเนื่องมาจากการกลายพันธุ์ หรือการเสื่อมถอยทางพันธุกรรม
• ความไม่สมดุลกันระหว่างการผลิตในภาคการเกษตร และการผลิตในภาคอุตสาหกรรม และการขายตัดราคาสินค้ากันในต่างประเทศ

พันธุ์สับปะรด

พันธุ์ : เพชรบุรี
วันที่รับรอง : 18 มีนาคม 2541
ประเภทพันธุ์ : พันธุ์แนะนำ
ประวัติ : 
ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร และสถานีทดลองพืชสวนเพชรบุรีได้ดำเนินการรวบรวมและ ศึกษาพันธุ์สับปะรด จากภายในและต่างประเทศจำนวน 10 และ 12 พันธุ์ ตามลำดับ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้ได้สับปะรดพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตสูง มีรสชาติตรงตามความต้องการของตลาด และปรับตัวได้เหมาะสมแต่ละสภาพท้องถิ่น เพื่อเผยแพร่แก่เกษตรกรใช้ เป็นพันธุ์ปลูก เพื่อรับประทานผลสด พบว่า พันธุ์นี้ มีคุณลักษณะดีเด่นในด้านรับประทาน ผลสด และมีการเจริญเติบโตดี
ลักษณะดีเด่น : 
1. ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์ภูเก็ตและสวี ซึ่งอยู่ในกลุ่มพันธุ์เดียวกัน 17.7% และ 23.2% ตาม
ลำดับ
2. รสชาติหวานอมเปรี้ยว ปริมาณ soluble solids สูงถึง 16.9 องศา Brix และมีปริมาณ
กรดค่อนข้างต่ำเท่ากับ 0.45%
3. มีกลิ่นหอมแรง เนื้อกรอบใกล้เคียงกับพันธุ์สวีและภูเก็ต สีเนื้อเหลืองอมส้มสม่ำเสมอ
4. สามารถแกะแยกผลย่อยหรือตา (fruitlet) ออกจากกันโดยง่าย และรับประทาน
แกนผลได้
ข้อจำกัด :
ความต้านทานต่อโรคและแมลงที่สำคัญ ยังไม่ปรากฎหลักฐานการทำลาย หรือการศึกษากับพันธุ์สับปะรดทานผลสดเพชรบุรี (Tainan 41)
พื้นที่แนะนำ : 
สับปะรดพันธุ์นี้ปลูกได้ทุกภาคของประเทศไทย สามารถเจริญเติบโตได้ดีแม้ในสภาพอากาศค่อนข้างแห้งแล้ง แต่ไม่ชอบพื้นที่ที่มีน้ำขังแฉะ

พันธุ์
• ปัตตาเวีย มีเนื้อแน่น รสหวานปานกลางหรือหวานจัด ปลูกได้ทั่วไปเหมาะสำหรับส่งโรงงาน
• นางแล ใบมีขอบเรียบหรือมีหนามเล็กน้อย ผลรูปทรงกลม ตานูน เปลือกบาง เนื้อหวานจัด สีเหลืองทอง ตำบลนางแล อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย เป็นแหล่งปลูกเหมาะสมที่สุด
• ภูเก็ต ตราดสีทอง และสวี ขอบใบมีหนามมาก ผลมีตาลึก เมื่อแก่จัดเปลือกสีส้ม และมีส่วนของกลีบดอกอยู่ที่เปลือก เนื้อหวานกรอบมีรูพรุน สีเหลืองเข้ม พันธุ์สวีจะมีผลสั้นกว่าพันธุ์ภูเก็ตและพันธุ์ตราดสีทอง จังหวัดภูเก็ตเป็นแหล่งปลูกที่เหมาะสมสำหรับพันธุ์ภูเก็ต จังหวัดตราด เป็นแหล่งที่เหมาะสมสำหรับพันธุ์ตราดสีทอง และอำเภอสวี จังหวัดชุมพร เป็นแหล่งปลูกที่เหมาะสมสำหรับพันธุ์สวี

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับสับปะรด
• ความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 600 เมตร
• ไม่มีน้ำท่วมขัง
• ดินร่วนหรือร่วนปนทราย มีความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง มีอินทรียวัตถุไม่ต่ำกว่า 1.5 เปอร์เซ็นต์ การระบายน้ำดี ระดับหน้าดินลึกไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร ค่าความเป็นกรดด่างระหว่าง 4.5 - 5.5
• อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต ประมาณ 24 - 30 องศาเซลเซียส
• ปริมาณน้ำฝนกระจายสม่ำเสมอ ประมาณ 1,000 - 1,500 มิลลิเมตรต่อปี

การปลูก
ฤดูปลูกและการวางแผนการผลิต
เนื่องจากคุณภาพสับปะรดลดลงอย่างรวดเร็วหลังเก็บเกี่ยว จำเป็นต้องวางแผนการผลิต เพื่อให้ได้ปริมาณผลผลิตสอดคล้องกับความต้องการของโรงงานและตลาด ตลอดปี
• ตกลงราคาและปริมาณกับผู้ซื้อไว้ล่วงหน้า
• ในพื้นที่ไม่มีแหล่งน้ำ ให้ปลูกช่วงต้นฤดูฝน
• ในพื้นที่มีแหล่งน้ำ ให้ทยอยปลูกตลอดปี
• ช่วงฤดูแล้งควรปลูกด้วยจุก ช่วงฤดูฝนควรปลูกด้วยหน่อ เพื่อเป็นการกระจายการผลิต
การเตรียมดิน
• พื้นที่เคยปลูกสับปะรด ให้ไถสับใบและต้น ทิ้งไว้ประมาณ 2 - 3 เดือน แล้วไถกลบ
• ไถ 1 ครั้ง ตากดิน 7 - 10 วัน พรวน 1 - 2 ครั้ง ยกแปลงสูง 15 เซนติเมตร แล้วทำแนวปลูกสับปะรด
• ถ้าพื้นที่ลาดเอียงมากกว่า 3 เปอร์เซ็นต์ ต้องทำร่องระบายน้ำรองแปลงปลูก เพื่อป้องกันการชะล้างหน้าดิน
• วิเคราะห์ดินก่อนปลูก และปฏิบัติตามคำแนะนำในแต่ละแหล่งปลูก โดยเฉพาะการจัดการอินทรียวัตถุในดิน
วิธีการปลูก
การปลูกด้วยหน่อ
• คัดหน่อให้มีขนาดเดียวกันสำหรับปลูกในแต่ละแปลง เพื่อสามารถเก็บเกี่ยวได้ พร้อมกัน
• ไม่ควรใช้หน่อพันธุ์ที่หักจากต้นแล้วเก็บไว้นานเกินไป
• สามารถบังคับดอกได้เมื่ออายุปลูก 8 - 12 เดือน ขึ้นอยู่กับขนาดของหน่อที่ใช้ปลูก
การปลูกด้วยจุก
• ปลูกด้วยจุกที่มีขนาดตั้งแต่ 180 กรัม
• สามารถบังคับดอกได้เมื่ออายุปลูก 10 - 14 เดือน ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาปลูก
การปลูกและระยะปลูก
• ชุบหน่อหรือจุกก่อนปลูก ด้วยสารป้องกันโรครากเน่าหรือต้นเน่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลูกช่วงกลางฤดูฝน ตามคำแนะนำ
• ปลูกแถวคู่ ระยะปลูก 30 x 30 x (80-90) เซนติเมตร ปลูกได้ประมาณ 7,500 - 8,500 ตันต่อไร่ แต่ไม่ควรเกิน 12,000 ตันต่อไร่

การให้ปุ๋ย
• ให้ปุ๋ยรองพื้นสูตร 16-20-0 และให้ปุ๋ยบริเวณกาบใบล่างของต้น ด้วยปุ๋ยเคมีสัดส่วน 2:1:3 หรือ 3:1:4 เช่น สูตร 12-6-15 หรือ 12-4-18 หรือ 15-5-20 หรือ 13-13-21 ให้ 2 ครั้ง ๆ ละ 10-15 กรัมต่อต้น ครั้งแรกหลังปลูก 1-3 เดือน ครั้งต่อมาห่างกัน 2-3 เดือน หากไม่ได้ให้ปุ๋ยรองพื้น จะให้ปุ๋ยทางกาบใบล่างของต้นก็ได้ แต่เพิ่มจำนวนเป็น 3 ครั้ง
• เมื่อสับปะรดมีใบสีเขียวซีดจาง เนื่องจากได้รับธาตุอาหารไม่เพียงพอ ให้พ่นปุ๋ยทางใบเสริมด้วยปุ๋ยเคมีสูตร 23-0-30 ผสมน้ำเข้มข้น 5 เปอร์เซ็นต์ อัตรา 75 มิลลิลิตรต่อต้น จำนวน 3 ครั้ง คือ ระยะก่อนบังคับดอก 30 วัน 5 วัน และหลังบังคับดอก 20 วัน

การให้น้ำ
• ไม่จำเป็นต้องให้น้ำ ถ้ามีปริมาณน้ำฝนสม่ำเสมอตลอดฤดูกาล
• ในฤดูแล้งหรือฝนทิ้งช่วง ควรให้น้ำต้นสับปะรดที่กำลังเจริญเติบโต สัปดาห์ละ 1-2 ลิตรต่อต้น
• หลังใส่ปุ๋ยครั้งสุดท้าย ถ้าไม่มีฝนต้องให้น้ำ เพื่อให้ต้นสับปะรดใช้ปุ๋ยให้หมด
• ควรให้น้ำก่อนและหลังการออกดอก
• หยุดให้น้ำก่อนเก็บเกี่ยว 15-30 วัน

การบังคับดอก
• ในแปลงเดียวกัน ควรบังคับดอกพร้อมกัน
• บังคับดอกหลังการให้ปุ๋ยทางกาบใบแล้ว 2 เดือน หรือหลังการพ่นปุ๋ยทางใบ 1 เดือน
• บังคับดอกเมื่อต้นสับปะรดมีน้ำหนักต้นปลูกประมาณ 2.5-2.8 กิโลกรัม และน้ำหนักต้นตอประมาณ 1.8-2.0 กิโลกรัม ด้วยสารผสมของเอทธิฟอน (39.5%) อัตรา 8 มิลลิลิตร กับปุ๋ยเคมีสูตร 46-0-0 อัตรา 300 กรัม และน้ำ 20 ลิตร อัตรา 60-75 มิลลิกรัมต่อต้น หรือใส่ถ่านแก๊ส อัตรา 1-2 กรัมต่อต้น ในขณะมีน้ำอยู่ในยอดทั้ง 2 วิธี บังคับ 2 ครั้ง ห่างกัน 4-7 วัน
• ทำการบังคับดอกในช่วงเย็นหรือกลางคืน หากมีฝนตกภายใน 2 ชั่วโมงหลังหยอดสารบังคับดอก ควรหยอดซ้ำภายใน 2-3 วัน

การอนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติ
ศัตรูธรรมชาติของแมลงศัตรูสับปะรดที่สำคัญ และพบทั่วไปมีเพียงชนิดเดียว คือ
ด้วงเต่า ซึ่งตัวหนอนและตัวเต็มวัยของด้วงเต่าเป็นตัวห้ำ กัดกินเพลี้ยแป้ง

โรคของสับปะรดและการป้องกันกำจัด
โรครากเน่าหรือต้นเน่า
เกิดจากเชื้อรา ทำให้ใบยอดล้มพับและหลุดง่าย ระบาดรุนแรงในฤดูฝน โดยเฉพาะในพื้นที่มีสภาพเป็นด่างป้องกันได้โดยการหลีกเลี่ยงการใช้หน่อหรือจุกสับปะรดจากแหล่งและแปลงที่มีโรคระบาด
สาเหตุ เชื้อรา
ลักษณะอาการ
ส่วนยอดของสับปะรดจะเปลี่ยนเป็นสีแดงสีเหลืองซีด ใบยอดล้มพลับและหลุดง่าย บริเวณฐานใบมีรอยเน่าซ้ำสีเหลืองอ่อน ขอบแผลสีน้ำตาลเข้มจนถึงดำ เกิดอาการเน่าและมีกลิ่นเฉพาะตัว
ช่วงเวลาระบาด
ระบาดรุนแรงในฤดูฝน โดยเฉพาะในพื้นที่มีสภาพเป็นด่าง
การป้องกันกำจัด
• ปรับพื้นที่แปลงปลูกให้มีการระบายน้ำได้ดี
• ปรับสภาพความเป็นกรดด่างของดินให้ต่ำกว่า 5.5 โดยใช้กำมะถันผง
• หลีกเลี่ยงการใช้หน่อหรือจุกสับปะรดจากแหล่งและแปลงที่มีโรคระบาด
• จุ่มหน่อหรือจุกก่อนปลูก และพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชทุก 2 เดือน ตามคำแนะนำ
• เก็บต้นที่เป็นโรคเผาทำลาย แล้วพ่นต้นสับปะรดบริเวณใกล้เคียง ด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช ตามคำแนะนำ

โรคผลแกน
สาเหตุ เกิดจากปฏิกิริยาร่วมระหว่างเชื้อแบคทีเรีย กับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปจากปกติ
ลักษณะอาการเชื้อแบคทีเรียเข้าไปในผลตั้งแต่ระยะดอกบาน และแสดงอาการเมื่อสภาพแวดล้อมเหมาะสม คือ ผลสับปะรดที่เริ่มแก่ จะมีน้ำมากขึ้น บริเวณตาและเนื้อผลที่ถูกเชื้อเข้าทำลาย เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม และแข็งกระด้าง ไม่ยืดหยุ่นเหมือนเนื้อสับปะรดปกติ
ช่วงเวลาระบาด ระบาดรุนแรงในระยะ 7-10 วัน ก่อนที่ผลสับปะรดจะเก็บเกี่ยวได้
การป้องกันกำจัด
• เพิ่มจำนวนต้นต่อไร่ให้มากขึ้น
• ให้โพแทสเซียมคลอไรด์ ตามคำแนะนำ

การใช้สารป้องกันกำจัดโรคของสับปะรด




โรคสารป้องกันกำจัดโรคพืช1/อัตราการใช้/
น้ำ 20 ลิตร
วิธีการใช้/ข้อควรระวังหยุดการใช้สารก่อนเก็บเกี่ยว (วัน)
รากเน่าหรือต้นเน่าเมตาแลกซิล (25% ดับบลิวพี)20-40 กรัมจุ่มหน่อหรือจุก ก่อนปลูก และพ่นทุก 2 เดือน เฉพาะต้นหรือบริเวณที่พบ การทำลาย14
ฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม (80% ดับบลิวพี)80-100 กรัม

ผลแกน
โพแทสเซียมคลอไรด์1 กิโลกรัมพ่นหลังการบังคับดอก ประมาณ 90-105 วัน-

1/ ในวงเล็บ คือ เปอร์เซ็นต์สารออกฤทธิ์ และสูตรของสารป้องกันกำจัดโรคพืช

แมลงศัตรูสับปะรดและการป้องกันกำจัด

เพลี้ยแป้ง
ลักษณะและการทำลาย
เพลี้ยแป้งมีลักษณะเป็นรูปไข่ค่อนข้างกลม ลำตัวยาวประมาณ 2.3 - 3.0 มิลลิเมตร ผนังลำตัวปกคลุมด้วยไขแป้งสีขาว ตัวอ่อนและตัวเต็มวัย ดูดกินน้ำเลี้ยงจากราก ต้น ใบ และผลสับปะรด
ช่วงเวลาระบาด ระบาดรุนแรงหลังการบังคับดอกแล้ว
การป้องกันกำจัด
• ในแหล่งที่เคยพบการทำลายของเพลี้ยแป้ง ให้ป้องกันกำจัดมด ซึ่งเป็นตัวแพร่กระจายเพลี้ยแป้ง ด้วยวิธีการทางเขตกรรม
วัชพืชที่สำคัญและการป้องกันกำจัด

ชนิดวัชพืช
วัชพืชฤดูเดียว เป็นวัชพืชที่ครบวงจรชีวิตภายในฤดูเดียว ส่วนมากขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
• ประเภทใบแคบ เช่น หญ้าตีนนก หญ้าตีนกา หญ้านกสีชมพู หญ้ารังนก หญ้าปากควาย หญ้าขจรจบดอกเล็ก หญ้าดอกแดง และหญ้าบุ้ง เป็นต้น
• ประเภทใบกว้าง เช่น แมงลักป่า กระต่ายจาม ผักบุ้งยาง สะอึก ผักเบี้ยหิน ผักเบี้ยใหญ่ ผักโขม สาบแร้งสาบกา และน้ำนมราชสีห์ เป็นต้น
• ประเภทกก เช่น กกทราย และกกหนวดแมว
วัชพืชข้ามปี เป็นวัชพืชที่ส่วนมากขยายพันธุ์ด้วยต้น ราก เหง้า หัวและไหล ได้ดีกว่าการขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
• ประเภทใบแคบ เช่น หญ้าคา หญ้าขน หญ้าตีนติด หญ้าชันกาด และหญ้าขจรจบดอกเหลือง เป็นต้น
• ประเภทใบกว้าง เช่น สาบเสือ ผักปราบ และเถาตอเชือก
• ประเภทกก เช่น แห้วหมู และกกดอกตุ้ม
การป้องกันกำจัด
• ไถ 1 ครั้ง ตากดิน 7-10 วัน พรวน 1-2 ครั้ง แล้วคราดเก็บเศษซาก ราก เหง้า หัว และไหล ของวัชพืชออกจากแปลง
• หลังปลูก 1-2 เดือน ควรกำจัดวัชพืชด้วยแรงงานก่อนที่วัชพืชจะออกดอก โดยใช้จอบดายระหว่างแถว ถอนด้วยมือระหว่างต้น ต้องระวังไม่ให้รากและต้นของสับปะรดกระทบกระเทือน
• ในกรณีที่การกำจัดวัชพืชด้วยแรงงานไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ควรพ่นสารกำจัดวัชพืช ตามคำแนะนำ
• หลีกเลี่ยงการพ่นสารกำจัดวัชพืชไปที่ยอดสับปะรด และ ห้ามพ่นสารกำจัดวัชพืชทุกชนิดหลังการบังคับดอก
การใช้สารกำจัดวัชพืชในไร่สับปะรด




วัชพืชสารกำจัดวัชพืช1/อัตราการใช้/ไร่วิธีการใช้ / ข้อควรระวัง
วัชพืชฤดูเดียวพาราควอท
(27.6% เอสแอล)
300-600 มิลลิลิตรพ่นก่อนการเตรียมดิน หรือเมื่อมีวัชพืชขึ้นหนาแน่น ก่อนปลูกสับปะรด 5-7 วัน
โบรมาซิล
(80% ดับบลิวพี)
500-600 กรัมพ่นหลังปลูกก่อนวัชพืชงอก หรือวัชพืชมี 4-6 ใบ เมื่อดินมีความชื้น
ไดยูรอน
(80% ดับบลิวพี)
500-600 กรัม
วัชพืชฤดูเดียว
วัชพืชข้ามปี
โบรมาซิล
(80% ดับบลิวพี) +
อามิทรีน (80% ดับบลิวพี)
สัดส่วน 1:1
400-600 กรัมพ่นหลังปลูกตั้งแต่วัชพืชงอก จนถึงออกดอก เมื่อดินมีความชื้น
วัชพืชข้ามปีไกลโฟเสท
(48% เอสแอล)
600-800 มิลลิลิตรเมื่อมีวัชพืชขึ้นหนาแน่น พ่นก่อนการเตรียมดินหรือก่อน ปลูกสับปะรด
10-15 วัน

1/ ในวงเล็บคือ เปอร์เซ็นต์สารออกฤทธิ์ และสูตรของสารกำจัดวัชพืช

การเก็บเกี่ยว
สับปะรดสำหรับโรงงาน
• เก็บเกี่ยวผลสับปะรดที่มีความสุกแก่ตามมาตรฐาน
• ห้ามใช้สารเคมีทุกชนิดเร่งให้สับปะรดสุกก่อนกำหนด
สับปะรดสำหรับบริโภคสด
• เก็บเกี่ยวเมื่อตาสับปะรดเริ่มเปิด 2-3 ตา หรือผิวเปลือกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์
วิธีการเก็บเกี่ยว
• สับปะรดสำหรับส่งโรงงานให้ใช้มือหักผลออกจากต้นโดยไม่ต้องเหลือก้าน แล้วหักจุกออก
• สับปะรดสำหรับบริโภค ใช้มีดตัดให้เหลือก้านยาวติดผลประมาณ 10 เซนติเมตร ไม่ต้องหักจุกออก
การจัดการต้นตอ
สับปะรดสามารถไว้ตอได้ 1-2 ครั้ง เมื่อเก็บเกี่ยวแล้ว ควรปฏิบัติดังนี้
• ใช้มีดตัดต้นสับปะรดระดับเหนือดิน 20-30 เซนติเมตร และตัดใบให้เหลือประมาณ 10 เซนติเมตร
• ใช้ต้นและใบสับปะรดคลุมดิน เพื่อรักษาความชื้นและป้องกันการงอกของวัชพืช
• ให้ปุ๋ยและน้ำตามคำแนะนำ
• หักหน่ออากาศ หรือหน่อที่เกิดจากต้นไปใช้ขยายพันธุ์ เหลือเฉพาะหน่อดินไว้เป็นต้นตอ

การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว
• คัดทิ้งผลแกน ถูกแดดเผา หรือจุกผิดปกติ
• คัดขนาดของผลตามมาตรฐานของโรงงานหรือผู้รับซื้อ
• ควรส่งโรงงานหรือผู้รับซื้อภายใน 1-2 วัน จัดเรียงผลสับปะรดให้ด้านจุกลงข้างล่าง เพื่อให้รับน้ำหนักและป้องกันผลช้ำ

การแปรรูปสับปะรด

น้ำสับปะรดสควอช
น้ำสับปะรดสควอช เป็นน้ำผลไม้ดัดแปลงชนิดที่มี ความเข้มข้น มีปริมาณน้ำสับปะรดไม่ต่ำกว่าร้อยละ 25 มีปริมาณของแข็งที่ละลายได้ไม่ต่ำกว่า 40 องศาบริกซ์ ปรุงแต่งสี กลิ่น รสได้ เมื่อนำมาดื่ม จะต้องเจือจางเสียก่อนเพื่อให้อยู่ในสภาพน้ำสับปะรดพร้อมดื่ม ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์อีกชนิดหนึ่งที่ช่วยเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์จากสับปะรดเพิ่มทางเลือกแก่ผู้บริโภค สามารถเก็บไว้ได้นานในอุณหภูมิห้องประหยัดภาชนะบรรจุ และที่สำคัญคือช่วยเพิ่มมูลค่าสับปะรดให้สูงขึ้น ในยามที่ราคาตกต่ำ ซึ่งเก็บไว้ในสภาพสดได้นาน
อุปกรณ์
  1. ภาชนะปลอดสนิม 
  2. เครื่องคั้นน้ำผลไม้พร้อมแยกกาก
  3. เทอร์โมมิเตอร์
  4. ขวดแก้วพร้อมฝา
  5. ผ้าขาวบางหยาบและละเอียด
  6. มีด เขียงพลาสติก 

ส่วนผสมในการผลิตน้ำสับปะรดสควอช 1 กิโลกรัม
• สับปะรด 400 กรัม
• น้ำตาลทราย 385.8 กรัม
• กรดมะนาว 8.4 กรัม
• ซี.เอ็ม.ซี 3.0 กรัม
• โซเดียมเบนโซเอท 0.8 กรัม
• น้ำสะอาด 202.0 กรัม
ขั้นตอนการผลิตน้ำสับปะรดสควอช
  1. เลือกสับปะรดที่สุก สด
  2. นำมาล้างน้ำให้สะอาด
  3. ปอกเปลือก ลิดตา
  4. หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ นำเข้าเครื่องคั้นน้ำผลไม้
  5. กรองผ่านผ้าขาวบาง หรือตะแกรงแยกกากออก พักไว้
  6. ผสม ซี.เอ็ม.ซี กับกรดมะนาว น้ำตาลทราย และโซเดียม เบนโซเอท คลุกเคล้าให้เข้ากัน 
  7. ละลายน้ำตาลทรายส่วนที่เหลือในน้ำ ตั้งไฟ ค่อย ๆ เติมส่วนผสม ในข้อ 6 ลงในน้ำเชื่อม ให้ความร้อนจนเดือด ยกลงแล้วกรองผ่านผ้าขาวบาง
  8. ผสมสารละลายในข้อ 7 กับน้ำสับปะรดในข้อ 5 ตั้งไฟจนถึง 80 องศาเซลเซียส ยกลง
  9. บรรจุในขวดแก้วที่นึ่งหรือลวกด้วยน้ำร้อนเพื่อฆ่าเชื้อแล้ว เก็บรักษาไว้ในอุณหภูมิห้อง รอรับประทานหรือจำหน่ายต่อไป

การเตรียมเป็นน้ำสับปะรดพร้อมดื่ม
เมื่อนำมาดื่มให้เจือจางกับน้ำในอัตราส่วน น้ำสับปะรดสควอช 1 ส่วนกับน้ำ 2 ส่วน
น้ำสับปะรดพาสเจอร์ไรซ์บรรจุขวด (น้ำสับปะรดเนคต้า)
น้ำสับปะรดเนคต้า เป็นน้ำผลไม้ที่มีน้ำผสมกับเนื้อ รวมอยู่ด้วยกัน ในปริมาณไม่น้อย 20 เปอร์เซ็นต์ มีส่วนผสมของน้ำตาลและกรดผลไม้โดยมีปริมาณสารที่ละลายน้ำไม่ต่ำกว่า 15 องศาบริกซ์ อาจปรุงแต่งด้วยสี กลิ่น รสได้ น้ำสับปะรดเนคต้า เป็นน้ำผลไม้ที่นิยมบริโภคกันอย่างกว้างขวาง เป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เช่นเดียวกับน้ำผลไม้อื่น ๆ ในฤดูกาลที่มีสับปะรดออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก ราคามักตกต่ำเนื่องจากจำหน่ายเพื่อบริโภคสดไม่หมดหรือไม่ได้ขนาดตามที่โรงงานกำหนดและไม่สามารถเก็บได้นาน เนื่องจากการเน่าเสีย หากนำมาแปรรูปเป็นน้ำสับปะรดเนคต้าก็จะเป็นวิถีทางหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าของสับปะรดและลดข้อจำกัดของตลาด จากการศึกษาการผลิตน้ำสับปะรดเนคต้า พบว่า น้ำสับปะรดเนคต้า 40 เปอร์เซ็นต์ ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคทั้งด้านสี กลิ่น รส เนื้อสัมผัส เก็บรักษาในตู้เย็นที่ใช้ตามบ้านเรือนทั่วไปได้นาน 14 วันซึ่งเป็นระยะเวลานานที่สุดของการทดลองโดยปลอดภัยจากจุลินทรีย์
ก. ส่วนผสมในการผลิตน้ำสับปะรดเนคต้า 40 เปอร์เซ็นต์ 1,000 กรัม
• น้ำสับปะรดแท้ 400 กรัม
• น้ำตาลทราย 92.2 กรัม
• กรดซิตริก 1.8 กรัม
• น้ำสะอาด 506 กรัม
ข. ขั้นตอนการผลิตน้ำสับปะรดเนคต้า 40 เปอร์เซ็นต์
1. เลือกสับปะรดสุก สด ล้างน้ำทั้งเปลือกให้สะอาด
2. ปอกเปลือกสับปะรด แกะตา สับเป็นชิ้นเล็ก ๆ
3. คั้นน้ำสับปะรด แยกกาก กรอง โดยผ่านผ้าขาวบางหรือตะแกรงขนาดช่อง 0.025 นิ้ว จะได้น้ำสับปะรดแท้พักไว้ในหม้อสแตนเลส
4. เตรียมน้ำเชื่อม ละลายน้ำตาลทรายกับน้ำ ตามน้ำหนักที่กำหนดในข้อ ก. โดยต้มให้เดือดกรองผ่าน ผ้าขาวบางตาถี่จะได้น้ำเชื่อม
5. ผสมน้ำเชื่อมในข้อ 4. กับน้ำสับปะรดและกรดซิตริกตามน้ำหนักที่กำหนดในข้อ ก. ต้มที่อุณหภูมิ 85 องศาเซลเซียส นาน 3 นาที โดยใช้เทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิ
6. บรรจุขณะร้อนในขวดแก้วที่ลวก หรือต้มฆ่าเชื้อแล้ว
7. เก็บรักษาในตู้เย็น เขย่าขวดก่อนดื่ม

แฟสชั่นฟรุท-สับปะรดแยม

สับปะรดแช่อิ่มอบแห้ง 
เป็นผลิตภัณฑ์อีกชนิดหนึ่งที่ได้จากการนำสับปะรดในระยะห่าม มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่ที่สามารถเก็บไว้ได้นานขึ้น นอกจากเป็นการถนอมอาหารแล้วยังเป็นการเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์จากสับปะรด เพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคและที่สำคัญคือช่วยเพิ่มมูลค่าผลิตผลการเกษตรที่มีราคาตกต่ำในฤดูกาลที่มีสับปะรดออกสู่ตลาดมากจนเกินความต้องการที่จะบริโภคสด
ก. วัตถุดิบและสารเคมีที่ใช้ในการทำสับปะรด แช่อิ่มอบแห้ง 
1. สับปะรดในระยะห่าม สด
2. น้ำตาลทราย
3. กรดมะนาว
4. โพแทสเซียมเมต้าไบซัลไฟต์
5. ปูนแดง หรือแคลเซียมคลอไรด์
ข. การเตรียมสารละลายต่าง ๆ 
1. การเตรียมน้ำเชื่อมที่มีปริมาณของแข็งที่ละลายได้ (เทียบเท่า ความหวาน) 30 องศา บริกซ์ จำนวน 1 กิโลกรัม จะต้องชั่งน้ำตาลทราย 300 กรัม ละลายในน้ำ 700 กรัม
2. การเตรียมน้ำปูนใส อาจใช้ปูนแดงละลายน้ำจนอิ่มตัว ใช้ส่วนใส หรือใช้ 1 เปอร์เซ็นต์แคลเซียสคลอไรด์ หากเตรียม 1 กิโลกรัม ใช้แคลเซียมคลอไรด์ 10 กรัมในน้ำ 990 กรัม
3. การเตรียมโพแทสเซียมเมต้าไบซัลไฟต์ 0.02 เปอร์เซ็นต์ของน้ำเชื่อม โดยน้ำหนัก (ในรูปซัลเฟอร์ไดออกไซด์) ถ้าน้ำเชื่อมหนัก 1 กิโลกรัม จะต้องใช้โพแทสเซียมเมต้าไบซัลไฟต์ 0.4 กรัม
4. การเตรียมกรดมะนาว 0.2 เปอร์เซ็นต์ ของน้ำตาลทรายโดยน้ำหนักถ้าใช้น้ำตาล 1 กิโลกรัม จะต้องใช้กรดมะนาว 20 กรัม
ค. ขั้นตอนการทำสับปะรดแช่อิ่มอบแห้ง
1. เลือกสับปะรดในระยะห่าม สด และขนาดสม่ำเสมอ
2. ล้างสับปะรดทั้งเปลือกในน้ำสะอาด
3. ปอกเปลือก ริดตา
4. หั่นเป็นแว่นขนาดความหนาประมาณ 2 เซนติเมตร พร้อมเจาะแกน
5. แช่ในน้ำปูนใส 3 ชั่วโมง
6. ลวกในน้ำเดือด 5 นาที
7. นำขึ้นพักบนตะแกรงให้สะเด็ดน้ำ
8. วางเรียงใส่โหลแก้ว หรือหม้อสแตนเลส
9. เติมโพแทสเซียมเมต้าไบซัลไฟต์ (ตามที่คำนวณไว้ในข้อ ข. 3) ลงในน้ำเชื่อมที่มีความหวาน 30 องศาบริกซ์ (ตามที่คำนวณไว้ในข้อ ข.1) นำมาเทราดบนชิ้นสับปะรดให้ท่วม ปิดฝาทิ้งไว้ค้าง 1 คืน
10. วันรุ่งขึ้นนำชิ้นสับปะรดวางพักบนตะแกรง ปรับความหวานของน้ำเชื่อมเป็น 40 องศาบริกซ์ ด้วยน้ำตาลทราย แล้วเติมโพแทสเซียมเมต้าไบซัลไฟต์ (ตามที่คำนวนไว้ใน ข้อ ข.) แล้วเทราดบนชิ้นสับปะรดที่นำกลับมาวางเรียงในโหลปิดฝาทิ้งค้างอีก 1 คืน
11. วันรุ่งขึ้น ปรับความหวานของน้ำเชื่อมเป็น 50 องศาบริกซ์ โดยใช้น้ำตาลทรายทำเช่นเดียวกับข้อ 10 แต่เติมกรดมะนาว 0.2 เปอร์เซ็นต์ ของน้ำตาลทรายที่ใช้ (ตามที่คำนวณไว้ในข้อ ข.4) ทิ้งไว้ 1 คืน
12. ปรับความหวานของน้ำเชื่อมทุกวัน ๆ ละ 10 องศาบริกซ์ ทำเช่นเดียวกับข้อ 11 จนได้ความหวานสุดท้าย 70 องศาบริกซ์
13. นำชิ้นสับปะรดจุ่มในน้ำเดือด 15 วินาที แล้ววางบนตะแกรง เข้าอบที่อุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส 2 ชั่วโมง แล้วลดอุณหภูมิเหลือ 60 องศาเซลเซียสจนกระทั่งแห้งไม่ติดมือ พักให้เย็น
14. บรรจุในถุงพลาสติกหรือกล่องพลาสติกไว้บริโภคหรือ จำหน่ายต่อไป โดยเก็บในอุณหภูมิห้อง

มาตรฐานพืช

มาตรฐานสับปะรดโรงงานของประเทศไทย
ข้อกำหนดเฉพาะเรื่องขนาด (Size Specification) สับปะรดในแต่ละชั้นคุณภาพต้องเป็นไปตามข้อกำหนดเฉพาะ ดังนี้






ชั้นคุณภาพเส้นผ่านศูนย์กลางผล 1/(เซนติเมตร)ความยาวผล (เซนติเมตร)
ชั้นหนึ่ง (Class I)10.5 - 15.5ไม่น้อยกว่าเส้นผ่านศูนย์กลาง
ชั้นสอง (Class II)9.0 - 10.4ไม่น้อยกว่าเส้นผ่านศูนย์กลาง

1/ เส้นผ่าศูนย์กลางผลวัดที่บริเวณที่กว้างที่สุดของผล
มาตรฐานสับปะรด (สำหรับบริโภค)ของประเทศ ไทย
ข้อกำหนดเฉพาะเรื่องขนาดของผลสับปะรดชนิดมีจุก












ขนาดน้ำหนักผลเฉลี่ย (+- 12%)
มีจุก (กรัม)
1 (A)2,750
2 (B)2,300
3 (C)1,900
4 (D)1,600
5 (E)1,400
6 (F)1,200
7 (G)1,000
8 (H)800
9 (I)600
10 (J)400

ข้อกำหนดเฉพาะเรื่องขนาดของผลสับปะรดชนิดไม่มีจุก











ขนาดน้ำหนักผลเฉลี่ย (+- 12%)
มีจุก (กรัม)
1 (A)2,280
2 (B)1,910
3 (C)1,580
4 (D)1,330
5 (E)1,160
6 (F)1,000
7 (G)830
8 (H)660
9 (I)500
10 (J)300

No comments:

Post a Comment