Sunday, August 28, 2011

เทคนิควิธีปลูก ข้าวโพดฝักสด




ข้าวโพดฝักสด ได้แก่ข้าวโพดฝักอ่อน ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดเทียน ข้าวโพดข้าวเหนียว และข้าวโพดคั่ว เป็นพืชที่ลูกง่าย ใช้เวลาการผลิตสั้น ใช้สารเคมีน้อย ตลาดมีความต้องการเพิ่มขึ้นทุกปีโดยเฉพาะข้าวโพดฝักอ่อน และข้าวโพดหวาน ทั้งเพื่อการบริโภคสดในประเทศ และอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อการส่งออกประเทศไทย ส่งออกข้าวโพดฝักอ่อน และข้าวโพดหวาน เป็นอันดับ 1 และ 4 ของโลก ตามลำดับ

ปัญหาของพืช ข้อจำกัด และโอกาส 
• ข้้าวโพดฝักสดเป็นพืชที่ต้องเก็บเกี่ยวในเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ฝักสด ที่มีคุณภาพ
• ต้นทุนการผลิตสูง เนื่องจากต้องใช้ปุ๋ยเคมี และแรงงานจำนวนมาก ต้องปลอดการปนเปื้อนสารเคมี
• ขาดพันธุ์ดีที่ให้ผลผลิต มีคุณภาพสูง และต้านทานโรคราน้ำค้าง
• คุณภาพเป็นตัวกำหนดราคา พันธุ์ที่เกษตรกรใช้ปลูกในปัจจุบันให้ผลผลิต และมีคุณภาพต่ำ ไม่ตรงตามความต้องการของตลาด เช่น ขนาดฝักไม่ได้
้มาตรฐาน ไม่ต้านทานโรคราน้ำค้างโดยเฉพาะข้าวโพดหวาน ข้าวโพด เทียน และข้าวโพดข้าวเหนียว
• ขาดเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อชลอการสูญเสียคุณภาพ

พันธุ์ข้าวโพดฝักสด

พันธุ์ข้าวโพดหวาน
พันธุ์ลูกผสม :
เป็นพันธุ์ที่นิยมปลูกมากกว่าพันธุ์ผสมเปิด มีลักษณะทางการเกษตรสม่ำเสมอ
ได้แก่ ขนาดฝัก ความสูงฝัก ความสูงต้น อายุถึงวันออกไหมและเก็บเกี่ยว ให้ผลผลิตและคุณภาพสูงกว่าพันธุ์ผสมเปิดเป็นที่ต้องการของโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูป และบริโภคฝักสด ไม่สามารถเก็บเมล็ดไว้ทำพันธุ์ได้
พันธุ์ที่นิยมปลูกในประเทศไทยมี 2 ชนิด ไม่ควรนำข้าวโพดหวานที่มี ยีนทั้งสองชนิดมาปลูกในบริเวณใกล้เคียงกัน เพราะจะเกิดการผสมข้ามพันธุ์ ทำให้เมล็ดไม่มีความหวาน ตลาดไม่ยอมรับ
• ข้าวโพดหวานที่มียีนบริทเทิลควบคุมความหวาน ได้แก่
พันธุ์เอทีเอส-2 หรือชูการ์ 74 
อายุวันออกไหม 50-52 วัน
ผลผลิตฝักสดทั้งเปลือก 2,000-3,000 กก./ไร่
ผลผลิตปอกเปลือก 1,400-1,800 กก./ไร่
ความหวาน 15.0 องศาบริกซ์
เมล็ดสีเหลือง หวาน กรอบ ไม่ติดฟัน
• ข้าวโพดหวานที่มียีนชรังเค่นควบคุมความหวาน ได้แก่
ชูการ์ 73 
อายุวันออกไหม 55-57 วัน
ผลผลิตฝักสดทั้งเปลือก 2,500-3,500 กก./ไร่
ผลผลิตปอกเปลือก 1,800-2,400 กก./ไร่
ความหวาน 14.0 องศาบริกซ์
เมล็ดสีเหลือง หวาน นุ่ม ไม่ติดฟัน
ไฮ-บริกซ์ 10
อายุวันออกไหม 51-54 วัน
ผลผลิตฝักสดทั้งเปลือก 2,500-2,950 กก./ไร่
ผลผลิตปอกเปลือก 1,600-2,200 กก./ไร่
ความหวาน 14.0 องศาบริกซ์
เมล็ดสีเหลือง หวาน นุ่ม ไม่ติดฟัน
อินทรี 2 
อายุวันออกไหม 48-50 วัน
ผลผลิตฝักสดทั้งเปลือก 1,800-2,300 กก./ไร่
ผลผลิตปอกเปลือก 1,200-1,400 กก./ไร่
ความหวาน 14.5 องศาบริกซ์
เมล็ดสีเหลือง หวาน กรอบ ไม่ติดฟัน

พันธุ์ผสมเปิด :
ลักษณะทางการเกษตรไม่สม่ำเสมอเมื่อเปรียบเทียบกับพันธุ์ลูกผสม
สามารถเก็บเมล็ดไว้ทำพันธุ์ต่อได้ 2-3 รุ่น โดยปลูกห่างจากพันธุ์อื่น ไม่น้อยกว่า 300 เมตร หรือทิ้งช่วงการปลูกจากพันธุ์อื่นไม่น้อยกว่า 21 วัน แล้วคัดเลือกฝักที่มีลักษณะตรงตามพันธุ์อย่างน้อย 200 ต้นต่อไร่
ฮาวายเอี้ยนชูการ์ซูเปอร์สวีท
อายุวันออกไหม 45-48 วัน
ผลผลิตฝักสดทั้งเปลือก 1,500-1,900 กก./ไร่
ผลผลิตปอกเปลือก 900-1,200 กก./ไร่
ความหวาน 14.0 องศาบริกซ์
เมล็ดสีเหลือง หวาน กรอบ

พันธุ์ข้าวโพดเทียน
พันธุ์สุโขทัย 1 
ประเภทพันธุ์ : พันธุ์รับรอง
วันที่รับรอง : 29 มีนาคม 2542
ลักษณะดีเด่น :
1. ให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์พื้นเมือง(เหลืองอุทัยธานี เหลืองพิษณุโลก และขาวเชียงใหม่)ดังนี้
1.1 จำนวนฝักทั้งหมด 22,128 ฝักต่อไร่ สูงกว่าพันธุ์พื้นเมือง 30, 29 และ 17 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ
1.2 จำนวนฝักที่ได้มาตรฐาน 16,316 ฝักต่อไร่ สูงกว่าพันธุ์พื้นเมือง 43, 36 และ 31 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ
1.3 น้ำหนักฝักทั้งเปลือกของฝักทั้งหมด 1,435 กิโลกรัมต่อไร่ สูงกว่า พันธุ์พื้นเมือง 34, 29 และ 7 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ
2. คุณภาพในการบริโภคดีกว่าพันธุ์พื้นเมือง คือ รสชาติหวานเล็กน้อย ความนุ่มเหนียวดีไม่ติดฟัน และกลิ่นหอมชวนรับประทาน
ข้อควรระวัง :
ไม่ต้านทานโรคราน้ำค้าง ในแหล่งที่มีโรคราน้ำค้างระบาด ควรคลุกเมล็ด ด้วยสารเคมี metalaxyl 1 (Apron 35 SD) ในอัตรา 7 กรัม ต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม
พื้นที่แนะนำ :
สามารถปลูกได้ทุกภาคของประเทศ ปรับตัวได้ดีในสภาพแวดล้อมต่างๆ และให้ผลผลิตสูง มีรสชาติดีกว่าพันธุ์ที่เกษตรกรนิยมใช้ปลูกกัน ในทุกสภาพท้องที่ที่ทำการทดลอง มีเสถียรภาพในการให้ผลผลิตที่ดี โดยจะให้ผลผลิตที่สูงขึ้น ถ้าปลูกในสภาพแวดล้อมที่ดี

พันธุ์ข้าวโพดฝักอ่อน
พันธุ์รังสิต 1
ประเภทพันธุ์ : พันธุ์รับรอง
วันที่รับรอง : 28 กันยายน 2524
ลักษณะทางการเกษตร :
เป็นพันธุ์ที่เหมาะสำหรับปลูกเพื่อเก็บฝักอ่อน อายุเก็บเกี่ยว 110-120 วันให้ผลผลิตสูง น้ำหนักสดของฝักอ่อนที่ปอกเปลือกแล้วประมาณ 150 กิโลกรัมต่อไร่ ทรงต้นและการเจริญเติบโตแข็งแรงดี ขนาด สี ตลอดจน รูปร่างของฝักสดที่ปอกเปลือกแล้วได้มาตรฐานสูง ตรงตามความต้องการ ของตลาด (ขนาด 1.0-1.5 x 4.0-9.0 ซม.) ให้จำนวนฝัก 2-3 ฝักต่อต้น น้ำหนักฝักสด 1 กิโลกรัม จะมีฝักอ่อนปอกเปลือกแล้ว 12-13 ฝัก แนะนำสำหรับเกษตรกรในเขตเกษตรก้าวหน้าที่มีการชลประทานดี ปลูกเป็นการค้า และเหมาะสำหรับอุตสาหกรรมบรรจุกระป๋อง
ลักษณะดีเด่น :
ผลผลิตสูง ลำต้นแข็งแรง เจริญเติบโตเร็ว ให้น้ำหนักฝักสดก่อนปอกเปลือก ต่อไร่สูง ให้น้ำหนักฝักสดหลังปอกเปลือกแล้วต่อไร่สูง ต้นมีการเจริญเติบโต แข็งแรงดี
ข้อจำกัด :
สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี หากพื้นที่นั้นมีน้ำอุดมสมบูรณ์พอเพียง
ผลผลิต :
น้ำหนักฝักสดก่อนปอกเปลือก 800 - 1,000 กก./ไร่
น้ำหนักฝักสดหลังปอกเปลือกแล้ว100 - 175 กก./ไร่

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
• ดินร่วน ดินร่วนเหนียวปนทราย หรือดินร่วนปนทราย
• ความอุดมสมบูรณ์สูงมีปริมาณอินทรียวัตถุไม่น้อยกว่า 1.5 เปอร์เซ็นต์
ฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์มากกว่า 10 ส่วนในล้านส่วน และ โพแทสเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ไม่น้อยกว่า 40 ส่วนในล้านส่วน
• การระบายน้ำและถ่ายเทอากาศดี ระดับหน้าดินลึก 25-30 เซนติเมตร
• ค่าความเป็นกรดด่างระหว่าง 5.5-6.8
• อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต 24-35 องศาเซลเซียส
• ปริมาณน้ำฝนกระจายสม่ำเสมอ 1,000-1,200 มิลลิเมตรต่อปี

เทคโนโลยีการผลิต

ข้าวโพดหวาน

ฤดูปลูก
ปลูกได้ตลอดทั้งปี ถ้ามีแหล่งน้ำเพียงพอสำหรับใช้เมื่อจำเป็น
ช่วงปลูกที่ผลผลิตสูงและคุณภาพดี ควรอยู่ในฤดูหนาวระหว่าง เดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม หรือต้นฤดูฝนระหว่างเดือน พฤษภาคมถึงกรกฎาคม

การเตรียมดิน
• ปลูกบนพื้นราบ ไถด้วยผาลสาม 1 ครั้ง ลึก 20-30 เซนติเมตร ตากดิน 7-10 วัน พรวนด้วยผาลเจ็ด 1 ครั้ง แล้วยกร่องปลูกสูง 25-30 เซนติเมตร ถ้าปลูกเป็นแถวเดี่ยว ให้มีระยะระหว่างร่อง 75 เซนติเมตร ถ้าปลูกเป็นแถวคู่ ให้มีระยะระหว่างร่อง 120 เซนติเมตร
• ปลูกบนร่องสวน เป็นการปลูกบนร่องสวนกว้าง 4-5 เมตร ตามความยาวของพื้นที่ โดยใช้จอบหรือรถไถเดินตาม เปิดหน้าดินลึก 15-20 เซนติเมตร ตากดิน 7-10 วัน ย่อยดินด้วยแรงงาน
ปรับระดับดินให้สม่ำเสมอ แล้วคราดเก็บเศษซาก ราก เหง้า หัว และไหลของวัชพืชข้ามปี ออกจากแปลง
• วิเคราะห์ดินก่อนปลูก ถ้าดินมีค่าความเป็นกรดด่างต่ำกว่า 5.5 ให้หว่านปูนขาวอัตรา 100-200 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วพรวนกลบ
ถ้าดินมีอินทรียวัตถุต่ำกว่า 1.5 ก่อนพรวนดิน ให้ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก ที่ย่อยสลายดีแล้ว อัตรา 500-1,000 กิโลกรัมต่อไร่ หรือหว่าน พืชบำรุงดิน เช่นถั่วเขียวอัตรา 5 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วไถกลบในระยะติดฝัก หรือหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตของพืชบำรุงดิน

วิธีการปลูก
ก่อนปลูกทุกครั้ง ต้องคลุกเมล็ดพันธุ์ ด้วยสารป้องกันกำจัดโรคราน้ำค้าง ตามคำแนะนำ
• ปลูกบนพื้นราบ เมล็ดพันธุ์ที่มีความงอกสูงกว่า 85 เปอร์เซ็นต์ ให้หยอด 1 เมล็ดต่อหลุม ใช้เมล็ดพันธุ์ 1.0-1.5 กิโลกรัมต่อไร่ ถ้าเมล็ดพันธุ์มี ความงอกต่ำกว่า 85 เปอร์เซ็นต์ควรหยอดเมล็ด 1-2 เมล็ดต่อหลุม ใช้เมล็ดพันธุ์ 1.5-2.0 กิโลกรัมต่อไร่ อัตราปลูกที่เหมาะสมสำหรับ การบริโภคฝักสดประมาณ 8,500 ต้นต่อไร่ สำหรับ
อุตสาหกรรมแปรรูป 8,500-11,000 ต้นต่อไร่
ถ้าปลูกเป็นแถวเดี่ยว ใช้ระยะระหว่างหลุม 25 เซนติเมตร หรือ ถ้าปลูกเป็นแถวคู่ ให้ปลูกข้างสันร่องแบบสลับฟันปลา ใช้ระยะระหว่างหลุม 25-30 เซนติเมตร
เมื่อข้าวโพดหวานมีอายุประมาณ 14 วัน ถอนแยกให้เหลือหลุมละ 1 ต้น
• ปลูกบนร่องสวน ระยะปลูก 50x50 เซนติเมตร ทำหลุมปลูกลึก 3-5 เซนติเมตร หยอดเมล็ดจำนวน 2-3 เมล็ดต่อหลุม แล้วกลบด้วยดิน
เมื่อข้าวโพดหวานมีอายุประมาณ 14 วัน ถอนแยกให้เหลือ 2 ต้นต่อหลุม จำนวน 6,500-8,500 ต้นต่อไร่

การดูแลรักษา
การให้ปุ๋ย
• ถ้าดินมีอินทรียวัตถุ ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมต่ำกว่า ตามที่ระบ ให้ปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0 สำหรับดินร่วนหรือดินร่วนเหนียวปนทราย และสูตร 15-15-15 สำหรับดินร่วนปนทราย อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ รองก้นร่องพร้อมปลูก
• เมื่อข้าวโพดหวานอายุ 20 วัน ให้ปุ๋ยเคมีสูตร 46-0-0 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ หรือสูตร 21-0-0 อัตรา 100 กิโลกรัมต่อไร่ โรยข้างต้นหรือข้างแถว แล้วพรวนกลบ
• ในกรณีที่มีการระบายน้ำดี แต่ข้าวโพดหวานมีลักษณะต้นเตี้ยและใบเหลือง ควรให้ปุ๋ยเคมีสูตร 46-0-0 อัตรา 25 กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อข้าวโพดหวาน อายุ 40-45 วัน

การให้น้ำ
ให้น้ำบนพื้นราบ
สามารถให้น้ำทั้งแบบตามร่อง หรือแบบพ่นฝอย แต่การให้น้ำแบบพ่นฝอย จะประหยัดกว่าการให้น้ำตามร่อง
• การให้น้ำแบบพ่นฝอย ควรให้ 7-10 วัน ตลอดฤดูปลูก
• การให้น้ำตามร่อง ควรให้น้ำสูงถึงระดับเศษ 3 ส่วน 4 ของร่อง เพื่อให้เมล็ดงอกสม่ำเสมอ หลังจากนั้นให้น้ำทุก 3-5 วัน สำหรับดินร่วนหรือดินร่วนปนทรายหรือ 7-10 วัน สำหรับดินร่วนเหนียวปนทราย ไม่ควรปล่อยให้น้ำท่วมขังในแปลงนานเกิน 24 ชั่วโมง เพราะข้าวโพดหวานจะชะงักการเจริญเติบโตและผลผลิตลดลง
ให้น้ำบนร่องสวน 
ให้น้ำโดยการตักน้ำสาด หรือใช้เครื่องสูบน้ำวางในเรือขนาดเล็ก สูบน้ำในร่อง
• ควรให้น้ำทันทีหลังปลูก และหลังให้ปุ๋ยทุกครั้ง
• ถ้าใบข้าวโพดหวานเหี่ยวหรือม้วนในช่วงเช้าหรือเย็น แสดงว่าขาดน้ำ ต้องให้น้ำทันที ควรระวังอย่าให้ขาดน้ำในช่วงผสมเกสร และติดเมล็ด เพราะจะทำผลผลิตลดลงมาก

โรคที่สำคัญและการป้องกันกำจัด 

โรคราน้ำค้างหรือโรคใบลาย : 
ทำให้ยอดมีข้อถี่ ต้นแคระแกร็น ใบเป็นทางสีขาวเขียวอ่อนหรือเหลืองอ่อน ไปตามความยาวของใบ พบผงสปอร์สีขาวเป็นจำนวนมากใต้ใบในเวลาเช้ามืด ของคืนที่มีฝนตกและอากาศค่อนข้างเย็น ถ้าระบาดรุนแรงต้นจะแห้งตาย แต่ถ้าต้นอยู่รอดจะไม่ออกฝัก หรือติดฝักแต่ไม่มีเมล็ด เชื้อราติดไปกับเมล็ด สปอร์ปลิวไปตามลม และน้ำ

โรคใบไหม้แผลเล็ก : 
ระยะแรกเกิดจุดเล็กๆ สีเขียวอ่อนฉ่ำน้ำ ต่อมาแผลขยายไปตามเส้นใบ เกิดเป็นแผลไหม้ บริเวณกลางแผลมีสีเทา ขอบแผลสีน้ำตาล ขนาดของแผลไม่แน่นอนส่วนใหญ่เกิดกับใบล่าง เชื้อราติดไปกับเมล็ด สปอร์ปลิวไปตามลมและน้ำ

โรคราสนิม :
ระยะแรกพบเป็นแผลจุดนูนสีน้ำตาลแดง ขนาด 0.2-1.3 มิลลิเมตร ต่อมาแผลจะแตกเห็นเป็นผงสีสนิม ถ้าระบาดรุนแรงจะทำให้ใบแห้งตาย

แมลงศัตรูที่สำคัญและการป้องกันกำจัด

หนอนเจาะลำต้นข้าวโพด :
เจาะเข้าทำลายส่วนยอด ช่อดอกตัวผู้ และลำต้น ทำให้ต้นชะงัก การเจริญเติบโต หักล้มง่าย เมื่อมีการระบาดรุนแรงจะเข้าทำลายฝัก พบการทำลายในแหล่งปลูกทั่วประเทศ โดยเฉพาะในจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี อุทัยธานี และลพบุรี

หนอนเจาะสมอฝ้าย : 
หนอนกัดกินเส้นไหมและเจาะเข้าไปอาศัยกัดกินปลายฝัก ทำให้คุณภาพฝัก เสียหาย พบการทำลายในแหล่งปลูกทั่วประเทศระยะข้าวโพดหวาน เริ่มออกดอกตัวผู้ โดยเฉพาะในจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี อุทัยธานี และลพบุรี

เพลี้ยอ่อนข้าวโพด : 
ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากยอด ใบอ่อน ช่อดอกตัวผู้ ปลายไหม และฝัก ทำให้การติดเมล็ดไม่สมบูรณ์ ฝักลีบ ถ่ายมูลหวานทำให้เกิดราดำ คุณภาพฝักลดลง ถ้าพบการระบาดรุนแรงในระยะข้าวโพดหวานมีช่อดอกตัวผู้ ควรพ่นสารคาร์บาริล (85% ดับบลิวพี) 50 กรัม/น้ำ 20 ลิตรและ ไบเฟนทริน (10% อีซี) 20 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร

มอดดิน :
กัดกินใบตั้งแต่เริ่มงอกถึงอายุประมาณ 14 วัน ทำให้ต้นอ่อนตาย หรือชะงักการเจริญเติบโต ต้นที่รอดตายจะเก็บเกี่ยวได้ ล่าช้า ระบาดในพื้นที่เป็นดินร่วนปนทราย ควรคลุกเมล็ดก่อนปลูกด้วย อิมิดาโคลพริด (70% ดับบลิวเอส) 5 กรัม / เมล็ด 1 กิโลกรัม

หนอนกระทู้หอม : 
หนอนกัดกินทุกส่วนในระยะต้นอ่อน จะทำความเสียหายรุนแรง เมื่อหนอน มีความยาวตั้งแต่ 2 เซนติเมตร พบระบาดมากในแหล่งปลูก จังหวัดราชบุรี และนครปฐม ควรพ่นสารนิวเคลียร์โพลีฮีโดรซิสไวรัส 20-30 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร และเบตาไซฟลูทริน (2.5%อีซี) 40 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร

สัตว์ศัตรูที่สำคัญและการป้องกันกำจัด

หนู :
ทำลายมากตั้งแต่เริ่มเป็นฝักอ่อนจนถึงเก็บเกี่ยว สกุลหนูพุกกัด โคนต้นให้ล้มแล้วกัดกินฝักอ่อน สกุลหนูท้องขาว เช่นหนูบ้านท้องขาว หนูนาใหญ่ หนูนาเล็ก และสกุลหนูหริ่งปีนกัดแทะฝักอ่อนบนต้น

การป้องกันกำจัดวัชพืช

• ไถ 1 ครั้ง ตากดิน 7-10 วัน พรวนดิน แล้วคราดเก็บเศษซาก ราก เหง้า หัว และไหลของวัชพืชข้ามปีออกจากแปลง
• กำจัดวัชพืชระหว่างแถวปลูกด้วยแรงงาน หรือเครื่องจักรกล เมื่อ ข้าวโพดหวานอายุประมาณ 20 วัน และ 45 วัน
• ในกรณีกำจัดวัชพืชด้วยแรงงานหรือเครื่องจักรกลไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ควรพ่นสารกำจัดวัชพืช

การเก็บเกี่ยว 
• เก็บเกี่ยว 18-20 วันหลังออกไหม 50 เปอร์เซ็นต์ สังเกตจาก สีของไหมจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม เมื่อฉีกเปลือกข้าวโพดฝักบนสุด เมล็ดจะมีสีเหลืองอ่อน ถ้าใช้เล็บกดที่เมล็ดปลายฝักจะมีน้ำนมไหลออกมา แสดงว่าอีกสองวันจะต้องเก็บเกี่ยว
• ในกรณีที่ปลูกข้าวโพดหวานพันธุ์ผสมเปิด ซึ่งจะออกไหมไม่พร้อมกัน ต้องทะยอยเก็บเกี่ยว 2-3 ครั้ง และควรเก็บเกี่ยวฝักให้แล้วเสร็จภายใน 5–7 วัน
• การเก็บข้าวโพดหวานก่อนหรือหลังช่วงที่เหมาะสมเพียง 1 – 2 วัน จะทำให้คุณภาพของฝักไม่ได้มาตรฐานตามที่ตลาดและโรงงานอุตสาหกรรม ต้องการ ใช้มือหักฝักสดให้ถึงบริเวณก้านฝักที่ติดลำต้น



• หลังเก็บเกี่ยวให้รีบนำฝักข้าวโพดหวานเข้าในที่ร่ม ไม่ให้ถูกแสงแดด โดยตรง
• ไม่ควรกองสุมฝักข้าวโพดหวานสูงเกินไป ควรมีการถ่ายเทอากาศ ภายในกอง
• สำหรับการขนส่งในระยะทางไกลที่ใช้เวลาขนส่งนานกว่า 3 ชั่วโมง ควรมีปล่องท่อเอสลอนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 15 เซนติเมตร ยาว 3-4 เมตร เจาะรูโดยรอบตลอดท่อขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 เซนติเมตร หรือใช้หวายสานหรือไม้ไผ่ผ่าซีกประกอบเป็นท่อโปร่งทำเป็นปล่องเสียบไว้ ตรงกลางกองข้าวโพดหวานจำนวน 2-3 อัน เพื่อช่วยระบายความร้อนและ ถ่ายเทอากาศ
ข้าวโพดฝักอ่อน 

ฤดูปลูก
• ปลูกได้ตลอดทั้งปีถ้ามีการจัดการดินและน้ำอย่างเหมาะสม
• ข้าวโพดฝักอ่อนใช้เวลาตั้งแต่การปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว 43-54 วัน และช่วงเวลาเก็บเกี่ยว 5-10 วัน ขึ้นอยู่กับพันธุ์ จึงสามารถปลูกได้ 4-5 ครั้งต่อปี
• เพื่อให้ได้ผลผลิตฝักอ่อนออกสู่ตลาดอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง จำเป็นต้องวางแผนการปลูกที่เหมาะสม

การเตรียมดิน
• ไถด้วยผาลสาม 1 ครั้ง ลึก 20-30 เซนติเมตร และตากดิน 7-10 วัน พรวนด้วยผาลเจ็ด 1 ครั้ง ปรับระดับดินให้สม่ำเสมอ แล้วคราดเก็บเศษซากราก เหง้า หัว ไหล ของวัชพืชข้ามปีออกจากแปลง
• วิเคราะห์ดินก่อนปลูก
• ถ้าดินมีค่าความเป็นกรดด่างต่ำกว่า 5.5ให้หว่านปูนขาวอัตรา 100-200 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วพรวนกลบ
• ถ้าดินมีอินทรียวัตถุต่ำกว่า 1.5 ก่อนพรวนดินให้ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก ที่ย่อยสลายดีแล้ว อัตรา 500-1,000 กิโลกรัมต่อไร่
วิธีการปลูก
• ใช้เมล็ดพันธุ์ที่มีความงอกสูงกว่า 85 เปอร์เซ็นต์ อัตรา 4.5-6.0 กิโลกรัมต่อไร่ จะได้จำนวนต้นที่เหมาะสม 18,000–20,000 ต้นต่อไร่
• ปลูกในนาหรือสภาพไร่ ปลูกเป็นแถวคู่ยกร่องสูง 30-40 เซนติเมตร ระยะระหว่างสันร่อง 100-125 เซนติเมตร หยอดเมล็ดข้างร่องทั้งสองข้างแบบสลับฟันปลา ระยะระหว่างหลุม 25-30 เซนติเมตร จำนวน 2-3 เมล็ดต่อหลุม เมื่อข้าวโพดฝักอ่อนอายุ ประมาณ 14 วัน ถอนแยกให้เหลือ 2 ต้นต่อหลุม
• ปลูกบนร่องสวน ให้ปลูกเป็นหลุม ระยะปลูก 50x50 เซนติเมตร จำนวน 3-4 เมล็ดต่อหลุม เมื่อข้าวโพดฝักอ่อนอายุประมาณ 14 วัน ถอนแยกให้เหลือ 3 ต้นต่อหลุม

การดูแลรักษา
การให้ปุ๋ย
• ถ้าดินมีอินทรียวัตถุ ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมที่เป็นประโยชน์ต่ำ
ก่อนหยอดเมล็ด ให้รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0 สำหรับดินร่วนหรือดินร่วนเหนียวปนทราย และสูตร 15-15-15 สำหรับดินร่วนปนทราย อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่
• เมื่อข้าวโพดฝักอ่อนอายุ 20 วัน ให้ปุ๋ยเคมีสูตร 46-0-0 อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ หรือสูตร 21-0-0 อัตรา 100 กิโลกรัมต่อไร่ โดยโรยข้างต้นหรือข้างแถว แล้วพรวนกลบ

การให้น้ำ
• ให้น้ำทันทีหลังปลูก และหลังการใส่ปุ๋ยทุกครั้ง หลังจากนั้นให้น้ำ ตามร่องปลูก ทุก 7-10 วัน
• ถ้าใบข้าวโพดฝักอ่อนเหี่ยวหรือม้วนในช่วงเช้าหรือเย็น แสดงว่าขาดน้ำ ต้องให้น้ำทันที
• ต้องไม่ให้น้ำท่วมขังในแปลงนานเกิน 24 ชั่วโมง เพราะข้าวโพดฝักอ่อนจะ ชะงักการเจริญเติบโตผลผลิตลดลงและอาจตายได้

การถอดช่อดอกตัวผู้
• เมื่อข้าวโพดฝักอ่อนเริ่มออกดอกตัวผู้ ให้ดึงช่อดอกตัวผู้ออกจะทำให้ ฝักอ่อนเจริญเติบโตดีและเก็บเกี่ยวได้เร็วขึ้น
• หลังดึงช่อดอกตัวผู้ทิ้งประมาณ 2-5 วัน จะเริ่มเก็บเกี่ยวฝักแรกได้

โรคที่สำคัญ 
โรคราน้ำค้าง หรือโรคใบลาย : 
ทำให้ยอดมีข้อถี่ ต้นแคระแกร็น ใบเป็นทางสีขาว สีเขียวอ่อน หรือสีเหลืองอ่อนไปตามความยาวของใบ พบผงสปอร์สีขาวเป็นจำนวนมากใต้ใบในเวลาเช้ามืดที่มีความชื้นสูง ถ้าระบาดมากต้นจะแห้งตาย แต่ถ้าอยู่รอดจะไม่ออกฝักหรือติดฝักแต่ไม่มีเมล็ด เชื้อราติดไปกับเมล็ด สปอร์ปลิวไปตามลมและน้ำ ป้องกันกำจัดโดยคลุกเมล็ดพันธุ์ก่อนปลูกด้วยสารเมตาแลกซิล (35%ดีเอส

แมลงศัตรูที่สำคัญ
หนอนกระทู้หอม :
หนอนกัดกินทุกส่วนในระยะต้นอ่อน จะทำความเสียหายรุนแรงเมื่อหนอนมี ความยาวตั้งแต่ 2 เซนติเมตร พบระบาดมากในแหล่งปลูกจังหวัดราชบุรี และนครปฐม ป้องกันกำจัดโดยเก็บกลุ่มไข่และหนอนทำลาย แหล่งที่ระบาดเป็นประจำ ควรพ่นสารนิวเคลียร์โพลีฮีโดรซิสไวรัส 20-30 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร หรือเบตาไซฟลูทริน (2.5%อีซี) 40 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร

หนอนเจาะลำต้นข้าวโพด : หนอนเริ่มเข้าทำลายตั้งแต่ข้าวโพดฝักอ่อนอายุประมาณ 20 วันถึง ระยะเก็บเกี่ยว โดยเจาะเข้าทำลายส่วนยอด ช่อดอกตัวผู้ และลำต้น ทำให้ต้นชะงักการเจริญเติบโต หักล้มง่าย เมื่อมีการระบาดมาก จะเข้าทำลายฝัก

สัตว์ศัตรูที่สำคัญและการป้องกันกำจัด
หนู : 
ทำลายมากตั้งแต่เริ่มเป็นฝักอ่อนจนถึงเก็บเกี่ยว สกุลหนูพุกกัด โคนต้นให้ล้มแล้วกัดกินฝักอ่อน สกุลหนูท้องขาวเช่น หนูบ้านท้องขาว หนูนาใหญ่ หนูนาเล็ก และสกุลหนูหริ่งปีนกัดแทะฝักอ่อนบนต้น

การป้องกันกำจัดวัชพืช
• ไถ 1 ครั้ง ตากดิน 7-10 วัน พรวนดิน แล้วคราดเก็บเศษซาก ราก เหง้า หัว และไหลของวัชพืชข้ามปีออกจากแปลง
• กำจัดวัชพืชระหว่างแถวปลูกด้วยแรงงาน หรือเครื่องจักรกล เมื่อ ข้าวโพดฝักอ่อนอายุประมาณ 20 วัน ก่อนใส่ปุ๋ย
• ในกรณีกำจัดวัชพืชด้วยแรงงานหรือเครื่องจักรกลไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ควรพ่นสารกำจัดวัชพืช

การเก็บเกี่ยว
• เก็บฝักอ่อน เมื่อปลายฝักมีไหมยาว 1–5 เซนติเมตร ขึ้นอยู่กับพันธุ์ ตามตารางสรุปรายละเอียดเกี่ยวกับพันธุ์ที่นิยมปลูก หรือสุ่มปอกเปลือกดู ขนาดฝักอ่อนที่ได้มาตรฐาน เพื่อกำหนดวันเริ่มเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม
• การเก็บฝักอ่อนก่อน หรือหลังช่วงที่เหมาะสมเพียง 1 วัน ฝักจะ ไม่ได้มาตรฐานตามที่โรงงานและตลาดต้องการ
• ใช้มือหักฝักอ่อนให้ถึงบริเวณก้านฝักที่ติดลำต้น
• ต้องเก็บเกี่ยวทุกวันให้แล้วเสร็จภายใน 5-10 วัน เพื่อให้ได้ฝักขนาด มาตรฐานตามที่โรงงานและตลาดต้องการ

การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว
• หลังเก็บเกี่ยว ให้รีบนำข้าวโพดฝักอ่อนเข้าที่ร่ม เพื่อไม่ให้ถูกแสงแดด โดยตรง
• ไม่ควรกองข้าวโพดฝักอ่อนสูงเกินไป ควรมีการถ่ายเทอากาศภายในกอง เช่น ใช้ลังไม้วางใต้กองข้าวโพดฝักอ่อน เป็นต้น
• สถานที่ปฏิบัติงานปอกเปลือกข้าวโพดฝักอ่อนควรยกพื้นสูง เพื่อสะดวกต่อการทำงาน การดูแลความสะอาด และป้องกันการปนเปื้อน
• อุปกรณ์ที่ใช้ เช่น มีด และภาชนะบรรจุข้าวโพดฝักอ่อน ที่ปอกเปลือก แล้วต้องสะอาด และมีขนาดเหมาะสม
• การปอกเปลือกต้องระวังไม่ให้เกิดบาดแผลที่ฝัก หรือส่วนปลายฝักหัก เสียหาย ซึ่งไม่เป็นที่ต้องการของโรงงานและตลาด
• ต้องขนส่งข้าวโพดฝักอ่อนให้ถึงปลายทางภายใน 24 ชั่วโมงหลังการ เก็บเกี่ยว ถ้าเป็นไปได้ควรขนส่งในเวลากลางคืน เพื่อหลีกเลี่ยงอากาศร้อน ในเวลากลางวัน
• การขนส่งฝักที่ปอกเปลือกแล้ว ต้องบรรจุในภาชนะที่เหมาะสมและขนส่ง โดยรถยนต์ที่มีระบบห้องเย็น ปรับอุณหภูมิที่ 15 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 85-90 เปอร์เซ็นต์

เทคนิคการปลูกข้าวโพดฝักสดที่ให้คุณภาพดี

• ปลูกต่างพันธุ์แยกห่างกันอย่างน้อย 500 เมตรหรือปลูกเหลื่อมเวลา โดยปลูกพันธุ์เบาก่อน 7 ถึง 14 วัน
• เก็บเกี่ยวให้ถูกเวลา เก็บฝักสดหลังจากออกไหม (เห็นเส้นไหมโผล่พ้น ปลายฝัก)แล้ว 18 วันในฤดูฝนและฤดูร้อน สำหรับฤดูหนาวจะเก็บช้าไปอีก 3-5 วันแล้วแต่ความหนาวเย็น ถ้าหนาวมากก็เก็บช้า
• ลดการให้น้ำลงก่อนเก็บเกี่ยว 2-3 วัน จะช่วยเพิ่มความหวานให้ดีขึ้น
• ข้าวโพดฝักสดจะมีรสชาติดีที่สุด ควรรับประทานทันทีหลังหักฝัก
• เวลาเก็บเกี่ยวที่ดีที่สุดคือเก็บตอนเช้าตรู่ก่อนแดดออก เก็บไว้ในที่ร่มและเย็น หากต้องขนส่งทางไกลจะต้องตัดลำต้นให้ติดกับฝัก ยาวประมาณ 10 เซนติเมตร จะช่วยรักษาความหวานไว้ได้ประมาณ 2 วัน
• ผลิตผลิตเฉลี่ย : ข้าวโพดหวาน และข้าวโพดข้าวเหนียว 1,400 กิโลกรัมต่อไร่ ข้าวโพดเทียน 1,000 กิโลกรัมต่อไร่
• เงื่อนไข : การปลูกเป็นพื้นที่ปริมาณมากต้องมีการวางแผนด้านการตลาด เพื่อรองรับผลผลิต


มาตรฐานผลผลิต

ลักษณะมาตรฐานของฝักข้าวโพดหวานที่โรงงานต้องการ
• เป็นฝักที่ได้จากต้นที่มีความสมบูรณ์แข็งแรง ไม่มีรอยทำลายของโรค หรือแมลง
• ขนาดฝักสดปอกเปลือก ควรมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 4-5 เซนติเมตร ความยาว 12-18 เซนติเมตร น้ำหนัก 200-250 กรัมต่อฝัก
• ฝักรูปทรงกระบอก มีขนาดโคนและปลายฝักแตกต่างกันไม่เกิน 0.5 เซนติเมตร
• เมล็ดเรียงเป็นระเบียบ 14 ถึง 16 แถว แถวหนึ่งมี 30-40 เมล็ด
• เส้นไหมควรหลุดจากเมล็ดได้ง่าย และไม่ติดค้างตามร่องเมล็ด
• สีเมล็ดสม่ำเสมอทั้งฝักและตรงตามพันธุ์
• มีซังขนาดเล็ก
• ความหวานไม่ต่ำกว่า 14 องศาบริกซ์ ควรลดลงอย่างช้า ๆ และคงความหวานได้ไม่ต่ำกว่า 36 ชั่วโมง

ลักษณะมาตรฐานของฝักข้าวโพดฝักอ่อนที่โรงงานต้องการ
• ขนาดฝักปอกเปลือกที่เหมาะสมที่สุด ควรมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.0-1.5 เซนติเมตร ความยาว 4-9 เซนติเมตร
• ฝักต้องตรง ไม่คดงอ ปลายฝักไม่หัก
• ฝักมีสีเหลืองอ่อน หรือสีเหลือง
• การเรียงของไข่ปลาตรงและแถวชิด ไม่แยกเป็นร่อง
• ต้องไม่เก็บฝักสดไว้นานเกิน 24 ชั่วโมง

No comments:

Post a Comment