Sunday, August 28, 2011

เทคนิควิธีปลูก ถั่วลิสง




ถั่วลิสงจัดอยู่ในกลุ่มพืชผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ภายในประเทศ เพราะถั่วลิงเป็นพืชอาหารที่บริโภคง่าย เป็นส่วนประกอบอาหารหวานคาวต่าง ๆ และเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป บางส่วนนำไปสกัดน้ำมัน และกากใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์

ปัญหาของพืช ข้อจำกัด และโอกาส 

• คุณภาพของผลผลิตถั่วลิสงไทยค่อนข้างต่ำ มีการปนเปื้อนสารอะฟลาทอกซิน การซื้อขายยังเป็นระบบเกรดคละจึงขาดแรงจูงใจในการผลิตให้มีคุณภาพดี
• มีต้นทุนการผลิตสูง
• พื้นที่ปลูกและปริมาณการผลิตไม่แน่นอน
• มีการลักลอบนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านในราคาที่ต่ำกว่า
• ถั่วลิสงที่ผลิตในประเทศมีขนาดเมล็ดปานกลาง
• การกระจายพันธุ์ดียังไม่ทั่วถึง
• ควรได้รับการปรับปรุงในเรื่องการควบคุมการปนเปื้อนของสารอะฟลาทอกซิน และมีระบบมาตราฐานรับรองผลผลิต เพื่อให้ได้ถั่วลิสงที่มีคุณภาพดีและปลอดภัยต่อผู้บริโภค
• กำหนดเขตการปลูกในพื้นทีที่เหมาะสม และมีศักยภาพ

พันธุ์ 
การเลือกพันธุ์ 
ผลผลิตมีคุณภาพ และตรงตามที่ตลาดต้องการ เจริญเติบโตดีเหมาะกับสภาพดินฟ้าอากาศ

พันธ์ที่นิยมปลูก 
พันธุ์สำหรับใช้ในรูปฝักสด เป็นถั่วต้ม มี 3 พันธุ์

กาฬสินธุ์ 1 
ประเภทพันธุ์ : พันธุ์แนะนำ
วันที่รับรอง : 09 มีนาคม 2544
ลักษณะเด่น : 
1. เปลือกฝักค่อนข้างเรียบทำให้ล้างฝักสดให้สะอาดได้ง่าย
2. อายุเก็บเกี่ยวสั้นกว่าพันธุ์ สข. 38 และขอนแก่น 60-2 ประมาณ 5-10 วัน
3. มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีแดง ซึ่งเป็นที่นิยมของตลาดถั่วลิสงฝักต้มในประเทศไทย
4. มีรสชาติดี ฝักตรง มีจำนวนเมล็ด 2-3 เมล็ดต่อฝัก
ลักษณะทางการเกษตร : อายุเก็บเกี่ยวฝักสด 80 - 85 วัน ฝักแห้ง 90 - 100 วัน ขนาดฝัก 3.2 x 1.2 ซม. จำนวนเมล็ด 2.6 เมล็ดต่อฝัก ผลลิตฝักสด 456 กก./ไร่ ผลผลิตฝักแห้ง 191 กก./ไร่
พื้นที่แนะนำ : 
เหมาะสำหรับการปลูกในแหล่งการผลิตเพื่อใช้ประโยชน์ในรูปถั่วลิสงฝักต้ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์ปานกลางถึงสูง เช่น ดินร่วน หรือร่วนเหนียว และมีการกระจายตัวของฝนดี เหมาะสำหรับการปลูกในเขตภาคกลาง
ข้อควรระวัง : 
อ่อนแอต่อโรคโคนเน่า ก่อนปลูกควรคลุกเมล็ดด้วยสารเคมี Iprodione 50% WP หรือ Benlate-Tหรือ Carboxin 75% WP อัตรา 7-10 กรัมต่อเมล็ด 1 กิโลกรัม
กาฬสินธุ์ 2 ฝักใหญ่ยาว เส้นลายบนฝักลึก มี 2-4 เมล็ดต่อฝัก เยื่อหุ้มเมล็ดสีชมพูมีลายขีดสีม่วง อายุเก็บเกี่ยว 90-100 วัน ผลผลิตเฉลี่ย 580 กิโลกรัมต่อไร่ ต้านทานต่อโรคราสนิม เหมาะสำหรับปลูกในภาคเหนือที่เป็นดินร่วน หรือดินร่วนเหนียวปนทราย ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์สูง

กาฬสินธุ์ 2 
ประเภทพันธุ์ : พันธุ์แนะนำ
วันที่รับรอง : 09 มีนาคม 2544
ลักษณะดีเด่น : 
1. ให้ผลผลิตฝักสดเฉลี่ย 579 กิโลกรัมต่อไร่ สูงกว่าพันธุ์ขอนแก่น 60-2 และ สข.38 ร้อยละ10 และ 18 ตามลำดับ
2. มีความต้านทานต่อโรคราสนิมและใบจุดสีน้ำตาล
3. มีรูปร่างฝักสวย ฝักยาว มี 2-4 เมล็ดต่อฝัก รสชาติค่อนข้างหวาน
พื้นที่แนะนำ : 
เหมาะสำหรับปลูกในแหล่งการผลิตเพื่อใช้ประโยชน์ในรูปถั่วลิสงฝักต้ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์ปานกลางถึงสูง เช่น ดินร่วน หรือร่วนเหนียว และมีการกระจายตัวของฝนดี เหมาะสำหรับการปลูกในเขตภาคเหนือ
ข้อจำกัด : ควรปลูกในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ปานกลางถึงสูง เช่น ดินร่วนหรือร่วนเหนียว และมีการกระจายตัวของฝนดี
สข.38 เส้นลายบนฝัก และจะงอยฝักเห็นชัดเจน มี 2-4 เมล็ดต่อฝัก เยื่อหุ้มเมล็ดสีแดง อายุเก็บเกี่ยว 85-90 วัน ผลผลิตเฉลี่ย 490 กิโลกรัมต่อไร่ ปลูกได้ทุกภาคของประเทศ ที่เป็นดินร่วน หรือดินร่วนเหนียวปนทราย

พันธุ์สำหรับใช้ในรูปฝักแห้ง ปลูกได้ทุกภาคของประเทศ 
ไทนาน 9 
ประเภทพันธุ์ : พันธุ์รับรอง
วันที่รับรอง : 09 ตุลาคม 2519
ลักษณะดีเด่น : 
ให้ผลผลิตสูง เมล็ดมีคุณภาพดี เปลือกของฝักค่อนข้างบาง ทำให้มีเปอร์เซ็นต์การกระเทาะสูง 32-77%และมีลักษณะอื่น ๆ ที่ดีกว่าพันธุ์มาตรฐานเดิมคือ สจ. 38 และ ลำปาง สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี ผลผลิตทั้งฝักแห้งเฉลี่ย 260 กก./ไร่ ฤดูแล้ง 293 กก./ไร่ ฤดูฝน 236 กก./ไร่
ลักษณะทางการเกษตร : 
ทรงต้นเป็นพุ่มตรง (bunch) ติดฝักเป็นกระจุกที่โคนต้น ดอกสีเหลือง ออกดอกเมื่ออายุ 95-110 วัน ฝักค่อนข้างเล็ก เปลือกบางมี 2 เมล็ดต่อฝัก เส้นลายบนฝักไม่เด่นชัด ฝักเรียบ จงอยปากเห็นได้ชัดเจน
ความต้านทานโรค : 
ไม่ต้านทานโรคราสนิมและโรคใบจุด

ขอนแก่น 4 
ประเภทพันธุ์ : พันธุ์รับรอง
วันที่รับรอง : 15 ธันวาคม 2537
ลักษณะดีเด่น : 
1. ให้ผลผลิตฝักสดเฉลี่ย 586 กก./ไร่ ผลผลิตฝักแห้งเฉลี่ย 270 กก./ไร่ และผลผลิตเมล็ดเฉลี่ย 171 กก./ไร่
2. น้ำหนัก 100 เมล็ดเท่ากับ 47 กรัม
3. ทนทานต่อโรคโคนเน่าปานกลาง
4. ปลูกได้ทั้งฤดูแล้งและฤดูฝน
พื้นที่แนะนำ : 
ปลูกได้โดยทั่วไปของสภาพดินที่มีความเหมาะสมในการผลิตถั่วลิสงในประเทศไทย มีเสถียรภาพในการให้ผลผลิตดี มีการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี

ขอนแก่น 5 
ประเภทพันธุ์ : พันธุ์รับรอง
วันที่รับรอง : 18 มีนาคม 2541
ลักษณะดีเด่น : 
1. มีขนาดเมล็ดโตกว่า หรือมีน้ำหนัก 100 เมล็ด สูงกว่าพันธุ์มาตรฐานไทนาน 9 และขอนแก่น 60-1 ร้อยละ 17 และ 7 ตามลำดับ
2. สามารถปรับตัวและให้ผลผลิตได้ดีกว่าพันธุ์มาตรฐานไทนาน 9 และขอนแก่น 60-1 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปลูกในฤดูแล้งที่ให้น้ำชลประทาน ให้ผลผลิตเฉลี่ยสูงกว่าพันธุ์ไทนาน 9 และขอนแก่น 60-1 ร้อยละ 12 และ 7 ตามลำดับ
3. มีระดับการเป็นโรคไวรัสยอดไหม้ ร้อยละ 12.8 ต่ำกว่าพันธุ์ไทนาน 9 และขอนแก่น
60-1 ซึ่งเป็นโรค ร้อยละ 20.6 และ16.3 ตามลำดับ
4. น้ำหนัก 100 เมล็ดเท่ากับ 51.1 กรัม ผลผลิตฝักแห้ง 304 กก./ไร่
พื้นที่แนะนำ : 
โดยทั่วไปของสภาพการผลิตถั่วลิสงในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูแล้งที่ให้น้ำชลประทานและฤดูฝนที่มีสภาพแวดล้อมเหมาะสม จะให้ผลผลิตสูงมาก
ข้อควรระวัง : 
ถั่วลิสงสายพันธุ์ (Tainan9xFCM387)-12-3-11 จะให้ผลผลิตใกล้เคียงกับพันธุ์มาตรฐานไทนาน 9 และขอนแก่น 60-1 เมื่อปลูกในไดูฝนที่มีสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม เช่น ดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ การกระจายตัวของฝนไม่ปกติ ฝนทิ้งช่วงนานในระหว่างไดูปลูกและการจัดการไม่เหมาะสม
พันธุ์รับรองของกรมวิชาการเกษตร พันธุ์อื่นๆ

ขอนแก่น 60-1 
ประเภทพันธุ์ : พันธุ์รับรอง
วันที่รับรอง : 30 กันยายน 2530
ลักษณะดีเด่น : 
ขนาดฝักและเมล็ดโต และสวยสม่ำเสมอ ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์แนะนำไทนาน 9
ลักษณะทางการเกษตร : 
ใบสีเขียว ลำต้นสีเขียว ลักษณะทรงต้นเป็นทรงพุ่ม (Valencia type) อายุถึงวันออกดอก 27-30 วัน บนเปลือกฝักเห็นลายสวยชัดเจน จำนวนฝักต่อหลุม 20-25 เมล็ด เยื่อหุ้มเมล็ดสีชมพู เมล็ดขนาดใหญ่ เปอร์เซ็นต์การกระเทาะ (นน.เมล็ด/นน.ฝัก) 69.20% น้ำหนัก 100 เมล็ด 45.92 กรัม อายุถึงวันเก็บเกี่ยว 95-110 วัน
ผลผลิตต่อไร่ : 
ในสถานีทดลอง (3 แปลง) เฉลี่ย 335 กก. ในไร่กสิกร(35 แปลง) เฉลี่ย 274 กก. องค์ประกอบทางเคมีของเมล็ด : เปอร์เซ็นต์น้ำมัน 49.86% และโปรตีน 26.97% ความต้านทานต่อโรคและแมลง : มีปฏิกิริยาต่อโรคราสนิมค่อนข้างอ่อนแอ มีปฏิกิริยาต่อโรคใบจุด ค่อนข้างอ่อนแอ

ขอนแก่น 60-2
ประเภทพันธุ์ : พันธุ์รับรอง
วันที่รับรอง : 30 กันยายน 2530
ลักษณะดีเด่น :
ขนาดฝักและเมล็ดโต จำนวนเมล็ดเฉลี่ยต่อฝัก 3 เมล็ด ลายบนเปลือกฝักสวย ผลผลิตเฉลี่ยสูงกว่าถั่วลิสงพันธุ์ สข.38 ประมาณ 12% และผลผลิตฝักแห้งสูงกว่าพันธุ์ สข.38 ประมาณ 8% ทนทานต่อโรคโคนเน่า (Aspergillus nigerและ Scierotium rolfsii) ดีกว่าพันธุ์ สข.38
ลักษณะทางการเกษตร : 
ใบสีเขียว ลำต้นสีเขียว ลักษณะทรงต้นเป็นทรงพุ่ม (Valencia type) อายุถึงวันออกดอก 27-30วัน ฝักค่อนข้างยาวและใหญ่ ลายบนฝักเห็นได้ชัดเจน จำนวนฝักต่อต้น 19 ฝักๆ ละ 3 เมล็ด เมล็ดเยื่อหุ้มเมล็ดสีชมพู เมล็ดขนาดใหญ่ เปอร์เซ็นต์การกระเทาะ (น้ำหนักเมล็ด/น้ำหนักฝัก) 61.5% น้ำหนัก 100 เมล็ด 40.7 กรัม อายุถึงวันเก็บเกี่ยว 95-105 วัน
ผลผลิตต่อไร่ : ผลผลิตฝักสด 572 กก. ผลผลิตฝักแห้ง 254 กก.
องค์ประกอบทางเคมีของเมล็ด :
มีน้ำมัน 47.12% และโปรตีน 29.14%

ขอนแก่น 60-3 
ประเภทพันธุ์ : พันธุ์รับรอง
วันที่รับรอง : 14 กันยายน 2531
ลักษณะดีเด่น : 
มีขนาดฝัก เมล็ดใหญ่สวยกว่าพันธุ์ไทนาน 9 ที่แนะนำอยู่เดิม ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์ไทนาน 9 ประมาณ 21% คือ ให้ผลผลิตฝักแห้งโดยเฉลี่ย 378 กก./ไร่ มีเปอร์เซ็นต์กะเทาะเมล็ดขนาดโตสูงถึง 60% ต้านทานต่อการทำลายของแมลงศัตรู และโรคทางใบได้ดี อายุไม่ยาวเกินไป คุณภาพการรับประทานดี ตลาดมีความต้องการสูง ทนทานต่อความแห้งแล้งได้ดี
ผลผลิตและคุณภาพ : 
ผลผลิตทั้งฝักแห้งเฉลี่ย 378 กิโลกรัมต่อไร่
องค์ประกอบทางเคมีของเมล็ด : มีน้ำมัน 49.3 เปอร์เซ็นต์ และโปรตีน 24.8 เปอร์เซ็นต์
ข้อแนะนำ : 
สามารถเจริญเติบโตได้ในสภาพการปลูกที่อาศัยน้ำฝน หรืออาศัยความชื้นตกค้างในดิน ดินที่จะใช้ปลูกควรมีความอุดมสมบูรณ์สูงถึงปานกลาง ปริมาณแคลเซี่ยมในดินไม่ต่ำกว่า 200 ppm ค่าpH ของดินควรอยู่ระหว่าง 5-7.2 หรือชนิดของดินควรเป็นดินร่วน ร่วนทรายหรือดินทราย การใช้ปุ๋ยเคมีใช้ในอัตราแนะนำของการปลูกถั่วลิสงทั่ว ๆ ไปคือ สูตร 2-24-12ระยะปลูกที่จะทำให้ได้คุณภาพเมล็ดดีคือ ระยะระหว่างแถว 50-60 ซม. ระยะระหว่างหลุม 10 ซม. จำนวน 1 ต้น/หลุม ถั่วลิสงสายพันธุ์นี้มีระยะพักตัว 70 วัน อาจเป็นปัญหาสำหรับเกษตรกร ถ้านำเมล็ดพันธุ์ใหม่ ๆ ที่ยังไม่พ้นการพักตัวไปปลูก การแก้ไขทำได้หลายวิธี วิธีที่ได้ผลคือ ใช้สารเคมี ethephon 3 % จำนวนประมาณ 10 มล. ละลายน้ำ 1 ลิตร พรมเมล็ดทิ้งไว้ 1 วันก่อนปลูก แต่เกษตรกรอาจใช้วิธีง่าย ๆ โดยแช่น้ำร้อน หรือตากแดด การเก็บเกี่ยวควรเก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 110 วัน จะให้ผลผลิตเมล็ดสมบูรณ์สูงสุด

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
• ความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 800 เมตร
• ความลาดเอียงไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์
• ดินร่วน ดินรวนปนทราย หรือ ดินร่วนเหนียวปนทราย
• ความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง มีอินทรียวัตถุไม่ต่ำกว่า 1.0 เปอร์เซ็นต์
• การระบายน้ำและถ่ายเทอากาศดี
• ระดับหน้าดินลึกประมาณ 30 เซนติเมตร
• ค่าความเป็นกรดด่างระหว่าง 5.5-6.5
• อุณหภูมิมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของถั่วลิสงมาก
• อุณหภูมิที่เหมาะสมเฉลี่ย 30 องศาเซลเซียส อุณหภูมิกลางวัน/กลางคืน ประมาณ 35/25 องศาเซลเซียส
ปริมาณน้ำฝนกระจายสม่ำเสมอ 1,000-1,500 มิลลิเมตรต่อปี

การปลูก
ฤดูปลูก 
การปลูกในฤดูฝน แบ่งเป็น 3 ช่วงคือ
• ต้นฤดูฝน (เมษายน-พฤษภาคม)
• กลางฤดูฝน(มิถุนายน)
• ปลายฤดูฝน (กรกฎาคม-สิงหาคม)
การปลูกในฤดูแล้ง มี 2 วิธี
• ปลูกในนาโดยอาศัยน้ำชลประทาน (ธันวาคม-มกราคม)
• ปลูกหลังนาโดยอาศัยความชื้นในดิน (ตุลาคม-พฤศจิกายน)

การเตรียมดิน
การปลูกในฤดูฝน 
• พื้นที่มีวัชพืชน้อย ไม่ต้องเตรียมดิน ให้ไถเปิดร่อง แล้วหยอดเมล็ด
• พื้นที่มีวัชพืชหนาแน่น ให้เตรียมดินโดยไถ 1 ครั้ง ลึก 10-20 เซนติเมตร ตากดิน 7-10 วัน พรวน 1 ครั้ง แล้วคราดเก็บเศษซาก ราก เหง้า หัว และไหล ของวัชพืชข้ามปีออกจากแปลง
การปลูกในฤดูแล้ง มี 2 วิธี 
• ปลูกในนาโดยอาศัยน้ำชลประทาน ให้เตรียมดินปลูก เช่นเดียวกับการปลูกในฤดูฝน โดยยกร่องปลูกสูง 20-25 เซนติเมตร เพื่อให้น้ำได้สะดวก
• ปลูกหลังนาโดยอาศัยความชื้นในดิน ต้องเตรียมดินให้ละเอียดโดยไถดิน 2 ครั้ง และพรวน 1-2 ครั้ง
การวิเคราะห์ดิน
ถ้าดินมีค่าอินทรีย์วัตถุต่ำกว่า 1.0 เปอร์เซ็นต์ หลังจากไถพรวนดินให้หว่านปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่ย่อยสลายดีแล้ว อัตรา 1,000 กิโลกรัมต่อไร่ สำหรับดินร่วนเหนียวปนทราย และอัตรา 2,000 กิโลกรัมต่อไร่ สำหรับดินร่วนหรือดินร่วนปนทราย แล้วพรวนกลบ

วิธีการปลูก
ปลูกด้วยเมล็ดที่มีความงอกมากกว่า 75 เปอร์เซ็นต์ อัตราปลูก 13-14 กิโลกรัมต่อไร่ สำหรับพันธุ์ถั่วลิสงฝักสด และอัตรา 17-18 กิโลกรัมต่อไร่ สำหรับพันธุ์ถั่วลิสงฝักแห้ง ระยะปลูก 50x20 เซนติเมตร ปลูกในหลุมลึก 5-8 เซนติเมตร จำนวน 2-3 เมล็ดต่อหลุม ซึ่งจะได้จำนวน 32,000-48,000 ตันต่อไร่ ถ้าปลูกในฤดูแล้งโดยอาศัยความชื้นในดิน ควรปลูกให้ลึก 10 เซนติเมตร คราดหน้าดิน หลังปลูกให้สม่ำเสมอ เพื่อช่วยให้เมล็ดงอกดีขึ้น

การให้ปุ๋ย
• ดินที่มีความอุดมสมบรูณ์ต่ำ ให้ปุ๋ยเคมีสูตร 0-46-0 อัตรา 15-20 กิโลกรัมต่อไร่ หรือหินฟอสเฟตสูตร 0-3-0 อัตรา 200-300 กิโลกรัมต่อไร่ ร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 0-0-6 อัตรา 5-10 กิโลกรัมต่อไร่ หากไม่มีปุ๋ยดังกล่าวอาจใช้ปุ๋ยสูตร 12-24-12 อัตรา 25 กิโลกรัมต่อไร่ หรือสูตร 16-16-8 อัตรา 35 กิโลกรัมต่อไร่ รองก้นหลุมก่อนปลูก หรือโรยข้างแถว แล้วพรวนดินกลบหลังถั่วลิสงงอก 10-15 วัน
• ดินที่มีปริมาณแคลเซียมต่ำ ควรหวานปูนขาวอัตรา 100-200 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วพรวนดินก่อนปลูก หรือโรยยิปซัมบนต้นถั่วลิสง ในช่วงออกดอก อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อลดเปอร์เซ็นต์เมล็ดลีบ และเพิ่มเปอร์เซ็นต์การกะเทาะ

การให้น้ำ
• การปลูกในฤดูแล้ง ควรให้น้ำตามร่องทันที่หลังปลูกจนเต็มสันร่อง เพื่อให้ถั่วลิสงงอกสม่ำเสมอการปลูกในฤดูฝน
ควรให้น้ำทุก 7 วันในเดือนแรก หลังจากนั้นให้น้ำทุก 10 วัน สูงถึงระดับเศษ 3 ส่วน 4 ของความลึกร่องน้ำ โดยไม่ต้องระบายน้ำออก
• ต้องไม่ให้ถั่วลิสงขาดน้ำ ช่วงอายุ 30-60 วันหลังงอก ซึ่งเป็นระยะที่อยู่ในช่วงแทงเข็มสร้างฝักและเมล็ด

การพรวนดิน
• พรวนดินข้างแถวถั่วลิสงหลังออกดอกและก่อนแทงเข็ม ช่วงอายุ 30-40 วันหลังงอกเพื่อปรับหน้าดินให้เหมาะสมต่อการแทงเข็มและสร้างฝึก
• ไม่ควรพูนดินกลบกิ่งแรก เพราะจะทำให้การออกดอกและการติดฝักลดลง

โรคที่สำคัญและการป้องกันกำจัด 
โรคโคนเน่า หรือโคนเน่าขาด
ต้นเหี่ยวเหลือง ยุบตัว โคนต้นเป็นแปลสีน้ำตาล พบกลุ่มสปอร์สีดำปกคลุมบริเวณแผล เมื่อถอนขึ้นมาส่วนลำต้นจะขาดจากส่วนราก พบโรคทุกแหล่งและทุกฤดูปลูก
การป้องกันกำจัด : 
คลุกเมล็ดก่อนปลูกด้วย ไอโปรไดโอน 50% ดับบลิวพี3-5 กรัม/เมล็ด 1 กก./น้ำ 20 ลิตร และคาร์เบนดาซิม 50% ดับบลิวพี 5 กรัม/เมล็ด 1 กก./น้ำ 20 ลิตร

โรคลำต้นเน่า หรือ โคนเน่าขาว
ยอด กิ่ง และลำต้น เหยี่ยวยุบเป็นหย่อมๆ พบแผลเน่าที่ส่วนสัมผัสกับผิวดิน บริเวณที่ถูกทำลายจะมีเส้นใยสีขาว รวมทั้งเม็ดสเคลอโรเทีย ของเชื้อราที่มีลักษณะคล้ายเมล็ดผักกาดโดยเฉพาะในพื้นที่มีการปลูกพืชแน่นเกินไป และปลูกซ้ำที่เดิมพบพืชเป็นโรคในช่วงหลังจากติดฝักถึงเก็บเกี่ยว
การป้องกันกำจัด :
พ่นสารเมตาแลกซิล+แมนโคเซบ (8% + 64% ดับบลิวพี) 15-20 กรัม/น้ำ 20 ลิตร และโพรพิโคนาโซล (25% อีซี) 12-25 มิลลิลิตร /น้ำ 20 ลิตร ไอโปรไดโอน(50% ดับบลิวพี) 40 กรัม/น้ำ 20 ลิตร

โรคยอดไหม้ 
ยอดอ่อนและใบยอดเป็นแผลเซลล์ตายมีสีเหลือง ก้านใบและกิ่งโค้งงอ ถ้าเป็นโรคในระยะกล้าถั่วลิสงจะตายหรือแคระแกร็นไม่ติดฝัก ถ้าเป็นโรคระยะต้นโต ทำให้การติดฝักลดลง
การป้องกันกำจัด :
พ่นสาร อะซีเฟต 20 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ไตรอะโซฟอส 50 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร เมทิโอคาร์บ 30 กรัม /น้ำ 20 ลิตร เพื่อป้องกันกำจัดเพลี้ยไฟพาหะนำโรค

โรคใบจุด 
แผลเป็นจุดสีดำหรือสีน้ำตาล ขนาด 1-8 มิลลิเมตร ขอบแผลอาจมีวงสีเหลืองล้อมรอบระยะแรกที่พบที่ใบล่าง ต่อมาลุกลามสู่ใบบน อาการรุนแรงทำให้ใบเหลือง ขอบใบบิดเบี้ยว ไหม้แห้งดำ และร่วมก่อนกำหนด
การป้องกันกำจัด :
พ่นสารเบโนมิล 15-20 กรัม/น้ำ 20 ลิตร และแมนโคเซบ 20-30 กรัม /น้ำ 20 ลิตร

โรคราสนิม 
แผลเป็นตุ่มสีน้ำตาลถึงน้ำตาลเข้ม ขนาดเท่าหัวเข็มหมุด กระจายทั่วบนใบ ต่อมาแผลจะแตก พบสปอร์ของเชื้อราสีน้ำตาลคล้ายสนิมเหล็กจำนวนมาก คลุมบริเวณปากแผล
การป้องกันกำจัด :
พ่นสารคลอโรธาโรนิล 40 กรัม/น้ำ 20 ลิตร แมนโคเซบ 30-40 กรัม/น้ำ 20 ลิตร มาเนบ 20กรัม/น้ำ 20 ลิตร

แมลงศัตรูที่สำคัญและการป้องกันกำจัด
หนอนชอนใบถั่วลิสง
ชอนเข้าไปกัดกินเนื้อเยื่อของใบเหลือไว้แต่ยิวใบด้านบนและด้านล่าง ต่อมาใบแห้งเป็นสีขาว เมื่อหนอนโตมากขึ้นจะออกมาพับใบถั่ว หรือชักใยเอาใบถั่วมารวมกัน อาศัยกัดกินและเข้าดักแด้ในใบนั้น ถ้าระบาดรุนแรงจะทำให้ต้นถั่วแคระแกร็นใบร่วมหล่น
การป้องกันกำจัด : 
พ่นสารไตรอะโซฟอส 40 มล./น้ำ 20 ลิตร และอะซีเฟต 20 กรัม/น้ำ 20 ลิตร

เพลี้ยอ่อนถั่ว 
ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงตามยอดอ่อน ใบอ่อน ดอก และเข็ม ทำให้ต้นแคระแกร็น ใบอ่อน และยอดอ่อนหงิกงอ ดอกร่วง
การป้องกันกำจัด :
พ่นสาร คลอร์ไพริฟอส 100 มล./น้ำ 20 ลิตร

เพลี้ยไฟ 
ดูดกินน้ำเลี้ยงตามยอดอ่อน ใบ และดอก ทำให้ใบหงิกงอ บิดเบี้ยวมีรอยขีดข่วน เพลี้ยไฟบางชนิดทำลายใบ ทำให้มีลักษณะเหมือนไขติดอยู่เส้นกลางใบและหลังใบ สีน้ำตาลคล้ายสนิมถ้าระบาดรุนแรงจะทำให้ยอดไหม้และตาย
การป้องกันกำจัด :
พ่นสารอะซีเฟต 20 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ไตรอะโซฟอส 50 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร เมทิโอคาร์บ 30 กรัม /น้ำ 20 ลิตร
เพลี้ยจักจั่นตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจุดูดน้ำเลี้ยงบริเวณใต้ใบ ทำให้ใบเหลือง ปลายใบเป็นรูปตัววี ถ้าระบาดรุนแรงมาก ใบจะไหม้เป็นสีน้ำตาบและร่วง การป้องกันกำจัด พ่นสารอะซีเฟต 20 กรัม/น้ำ 20 ลิตร

เสี้ยนดิน
เจาะเปลือกถั่วเป็นรูแล้วกัดกินเมล็ดในฝัก หลังจากนั้นจะนำดินเข้าไปไว้ในฝักแทนเมล็ดที่ถูกทำลาย
การป้องกันกำจัด :
ใช้สารควินาลฟอส 4 กก./ไร่ โรยพร้อมปุ๋ยข้างแถวถั่ว และ คลอร์ไพริฟอส 750 มล./น้ำ 80 ลิตร/ไร่ ฉีดพ่น

สัตว์ศัตรูที่สำคัญและการป้องกันกำจัด
หนู 
ขุดกินถั่วลิสงตั้งแต่ระยะฝักอ่อน โดยกินทั้งฝัก เมื่อถังระยะเก็บเกี่ยวหนูจะกัดกินเฉพาะเมล็ดภายในและทิ้งซากเปลือกไว้ การป้องกันกำจัด ใช้กรงดักหรือกับดัก ร่วมกับการใช้เหยื่อพิษ

การป้องกันกำจัดวัชพืช

• ไถ 1 ครั้ง ตากดิน 7-10 วัน พรวน 1 ครั้ง แล้วคราดเก็บเศษซาก ราก เหง้า หัว และไหล ของวัชพืช ข้ามปีออกจากแปล
กำจัดวัชพืชด้วยแรงงาน 1-2 ครั้ง เมื่อ 15 วัน หรือ 30-40 วัน หลังถั่วลิสงงอกโดยใช้จอบดายระหว่างแถว และใช้มือถอนระหว่างต้น ต้องระวังไม่ให้รากและต้นของถั่วลิสงกระทบกระเทือน
• ในกรณีที่กำจัดวัชพืชด้วยแรงงานหรือเครื่องจักรกล ไม่มีประสิทธิ์ภาพเดียงพอควรพ่นสารกำจัดวัชพืชก่อนหรือหลังปลูกถั่วลิสง
• หลีกเลี่ยงการพ่นสารกำจัดวัชพืชโดยตรงไปที่ต้นถั่วลิสง

การอนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติ
ศัตรูธรรมชาติของแมลงและสัตว์ศัตรูถั่วลิสงที่สำคัญ พบทั่วไปได้แก่
แมลงห้ำ มี 2 ชนิด
ด้วงเต่า 
ตัวเต็มวัยยาว 0.3-0.7 เซนติเมตร ลำตัวกลม ด้านบนโค้งนูน ปีกสีส้ม หรือสีแดง เป็นเงา มีจุหรือแถบสีดำ วางไข่เป็นกลุ่ม หรือวางเป็นฟองเดี่ยว ๆ บนพื้นผิวพืช ไข่มีลักษณะเรียวยาว หัวหน้าแหลม สีเหลืองอ่อน หนอนสีดำรูปร่างเรียวยาคล้าย กระสวย บางครั้งมีจุดหรือแถบสีส้ม สีเหลืองอ่อนหรือสีขาวบนลำตัว หนอนและตัวเต็มวัยกัดกินเพลี้ยอ่อนถั่ว เพลี้ยไฟ และเพลี้ยจักจั่น
หนอนแมลงวันดอกไม้ 
หนอนยาว 4-5 มิลลิเมตร หัวแหลม ท้ายป้าน สีเขียวอ่อน หรือน้ำตาลอ่อน มีปากแหลมใช้แทงดูดกินของเหลวในลำตัวเพลี้ยอ่อนถั่ว
นักฮูก นกแสก เหยี่ยว พังพอน และงู 
เป็นศัตรูธรรมชาติจับกินหนูสัตว์ศัตรูของถั่วลิสง
การเก็บเกี่ยว
ระยะเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม
• ถั่วลิสงฝักสด เก็บเกี่ยวตามอายุของพันธุ์ที่ปลูก
• ถั่วลิสงฝักแห้ง เก็บเกี่ยวตามอายุของพันธุ์ที่ปลูก หรือเมื่อสีเปลือกฝักด้านในเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลดำมากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ โดยสุ่มถอนต้นถั่วลิสง 1 ต้นต่อจุด สำรวจ 10 จุดต่อไร่
• การปลูกในฤดูแล้ง จะมีอายุเก็บเกี่ยวนานกว่าการปลูกในฤดูฝน 5-10 วัน

วิิธีการเก็บเกี่ยว 
• ถอนหรือใช้จอบขุด ในขณะดินมีความชื้น ระวังอย่าให้ฝักถั่วเกิดรอยแผล
• ปลิดฝักด้วยมือ หรือเครื่องปลิด ร่อนดินออก แล้วคัดฝักเสีย ฝักเน่า และฝักที่เป็นแผลออกทิ้ง
• ตากถั่วลิสงฝักแห้งบนตะแกรงตาข่ายแคร่ หรือผ้าใบ อย่าให้ฝักสัมผัสพื้นดิน กองถั่วหนาไม่เกิน 5 เซนติเมตร พลิกกลับกองถั่ววันละ 2-3 ครั้ง เพื่อให้ฝักแห้งสม่ำเสมอทั่งทั้งกอง
• ในช่วงที่แดดจัดใช้เวลาตากประมาณ 3-5 วัน ทำให้ความชื้นลดลงต่ำกว่า 9 เปอร์เซ็นต์
• มีการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม เพื่อหลีกเลี่ยงการปนเปื้อนสารอะฟลาทอกซิน ซึ่งเกิดจากเชื้อราในเมล็ดถั่วลิสง

วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว

• ถั่วลิสงเมล็ดขนาดปานกลาง เก็บรักษาได้นานกว่าเมล็ดขนาดใหญ่ และเมล็ดขนาดเล็ก
• ในห้องที่ไม่มีการควบคุมอุณหภูมิ ควรเก็บในรูปฝักแห้งซึ่งจะเก็บได้นานกว่าเมล็ดแห้งประมาณ 2 เดือน เนื่องจากเปลือกฝักช่วยปกป้องเมล็ดได้อีกชั้นหนึ่ง
• ควรกะเทาะถั่วลิสงฝักแห้งภายใน 3 เดือน เพื่อรักษาคุณภาพด้านการบริโภค

การเก็บรักษาผลผลิตและการบรรจุ 
ถั่วลิสงฝักสด 
• ควรบรรจุถั่วลิสงฝักสดในกระสอบป่านที่สะอาด แล้วนำส่งตลาดให้เร็วที่สุด เพื่อรักษาคุณภาพด้านรสชาติ
• ควรส่งให้ถึงตลาดภายใน 24 ชั่วโมง ล้างให้สะอาด แล้วต้นทันที
• ไม่ควรกองไว้นานเกิน 1 วัน เพราะอาจจะเกิดเชื้อราที่ไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค

ถั่วลิสงฝักแห้ง 
• บรรจุฝักในกระสอบป่านที่สะอาดและเก็บรักษาในโรงเก็บหรือส่งจำหน่ายให้พ่อค้า
• โรงเก็บต้องเป็นอาหาโปร่ง อากาศถ่ายเทดี ป้องกันความเปียกชื้นจากฝนได้ ไม่มีมอด หนูหรือสัตว์เลี้ยงเข้ารบกวน
• ถ้าเป็นพื้นซีเมนต์ให้หาวัตถุรองกระสอบป่าน เช่น ไม้ไผ่ เสาคอนกรีต เพื่อไม่ให้ถั่วลิสงดูดความชื้นจากพื้นซีเมนต์ เพราะจะทำให้ถั่วเกิดเชื้อราได้

การขนส่ง 
• รถบรรทุกฝักและเมล็ดถั่วลิสง ไม่ควรเป็นรถที่ใช้บรรทุกดิน สัตว์ มูลสัตว์ สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช หรือปุ๋ยเคมี เพราะอาจมีการปนเปื้อน ยกเว้นจะมีการทำความสะอาดอย่างเหมาะสม ก่อนนำมาบรรทุกฝักและเมล็ดถั่วลิสง
• ถ้าขนส่งฝักและเมล็ดถั่วลิสงในฤดูฝน ต้องมีผ้าใบคลุม เพื่อป้องกันไม่ให้ฝักและเมล็ดถั่วลิสงดูดความชื้นจากภายนอก ซึ่งจะทำให้เกิดชื้อราได้ง่าย

สรุปคำแนะนำการปฏิบัติ เพื่อหลีกเลี่ยงการปนเปื้อนสารอะฟลาทอกซิน ซึ่งเกิดจากเชื้อราในเมล็ดถั่วลิสง

• ไม่ปลูกถั่วลิสงต่อเนื่องในพื้นที่เดียวกันทุกปี ควรปลูกสลับด้วยข้าวฟ่าง ถั่วเหลือง หรือถั่วเขียว
• เนื่องจากถั่วลิสงเป็นพืชที่ถูกเชื้อราเข้าทำลายในช่วงก่อนเก็บเกี่ยว เพื่อลดโอกาสการเข้าทำลายของเชื้อราที่เหลืออยู่ในแปลง จึงไม่ควรปลุกถั่วลิสงตามข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
• กำจัดแหล่งสะสมของเชื้อรา เช่น ซากต้นถั่วลิสง ซากต้นและฝักข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
• อย่าให้ถั่วลิสงขนาดน้ำในช่วงที่ออกดอก แทงเข็ม และพัฒนาเป็นฝัก ต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ หากต้นถั่วลิสงขาดน้ำ จะทำให้ถั่วลิสงอ่อนแอต่อการเข้าทำลายของเชื้อ และผลผลิตลดลง
• ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำที่ระบุอย่างเคร่งครัด
• หลังจากกะเทาะเปลือก ต้องรีบคัดและแยกเมล็ดที่ถูกแมลงศัตรูเข้าทำลาย มีเชื้อรา เมล็ดเสีย เมล็ดเน่า ออกทิ้งทันที ห้ามนำเมล็ดที่คัดทิ้ง ดังกล่าวไปใช้บริโภคและ/หรือเลี้ยงสัตว์อย่างเด็ดขาด

สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ได้กำหนดมาตรฐานให้ถั่วลิสงที่จำหน่ายได้ต้องมีเมล็ดเสียไม่เกิน 1 เปอร์เซ็นต์ และมีสารอะฟลาทอกซินไม่เกิน 15 ส่วนในพันล้านส่วน (พีพีบี) หากตรวจพบเมล็ดเสียเกิน 1 เปอร์เซ็นต์ ต้องตรวจหาเชื้อและปริมาณสารอะฟลาทอกซิน

คุณค่าทางโภชนาการ
ถั่วลิสงเป็นพืชที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เป็นแหล่งของอาหารประเภทโปรตีนและพลังงาน เพราะมีโปรตีนประมาณร้อยละ 25-30 ไขมันร้อยละ 45-50 และคาร์โบไฮเดรตร้อยละ 20 โปรตีนในถั่วลิสงมีปริมาณเทียบเท่ากับถั่วเขียว ถั่วแดง และถั่วดำ แต่ต่ำกว่าถั่งเหลือง และมีกรดอะมิโน lysine, theonine และ methionine ที่จำเป็นต่อร่างกายต่ำกว่าที่ต้องการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อทำให้สุกปริมาณยิ่งน้อยลงอีกประมาณ 15, 11 และ 10 ตามลำดับ การใช้ความร้อนสูงตั้งแต่ 145 องศาเซลเซียสขึ้นไปมีแนวโน้มทำให้คุณค่าทางอาหารลดลง แต่การทำให้สุกก่อนมีความจำเป็นเพราะความร้อนจะช่วยทำลาย trypsin inhibitor การใช้ความร้อนชื้น เช่น ต้มหรือนึ่งที่อุณหภูมิ 110 องศาเซลเซียส หรือใช้ความร้อนแห้ง เช่น คั่วหรืออบที่อุณหภูมิ 130 องศาเซลเซียส จะทำลาย trypsin inhibitor ได้เช่นกัน

ข้อจำกัดของถั่วลิสง
ในถั่วลิสงมีข้อจำกัดที่สำคัญคือการเกิดสารพิษในถั่งลิสงที่ เกิดจากเชื้อราชนิดหนึ่งที่เรียกว่า สารอะฟลาท็อกซิน เชื้อราที่เป็นสาเหตุ เชื้อ Aspergillus flavus และA.parasiticus สารพิษนี้สามารถปนเปื้อนตั้งแต่ช่วงระยะที่ปลูกในแปลง การเก็บเกี่ยว การตากแห้ง รวมทั้งระหว่างการการเก็บรักษาก่อนถึงผู้บริโภค โดยเฉพาะการปลูกถั่งลิสงในฤดูฝน การปนเปื้อนของสารชนิดนี้เริ่มในช่วงถั่วลิสงสร้างฝัก เชื้อราชนิดนี้เจริญเติบโตได้ดีในสภาพอุณหภูมิ 10-15 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์(RH)75 % ซึ่งเป็นสารพิษร้ายแรงต่อสุขภาพและชีวิตของผู้บริโภค ทั้งมนุษย์และสัตว์เลี้ยงโดยตรงอย่างเฉียบพลัน หากได้รับในปริมาณสูงและอาจเป็นสาเหตุสำคัญทำให้เกิดโรคมะเร็งที่ตับ หัวใจ และสมอง สำหรับประเทศไทย กำหนดให้มีสารชนิดนี้ไม่เกิน 20 ส่วนในพันล้านส่วน(ppb) ส่วนต่างประเทศกำหนดให้มีสารชนิดนี้ไม่เกิน 5-30 ppb ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการกำหนดมาตรฐานในแต่ละประเทศ

No comments:

Post a Comment